ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ เงินสะพัดปีละ 2 หมื่นล้าน
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศยกเลิกข้อกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลาบ่าย 2-5 โมงเย็นไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
ครั้งนี้แม้จะเป็นการอนุญาตให้ทดลองใช้แค่ 180 วัน หรือ 6 เดือน แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ร้านอาหาร ฯลฯ
เพราะหากย้อนดูอดีตจะพบว่า คนไทยอยู่กับกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลานี้มานานกว่า 50 ปี ตั้งแต่ปี 2515 ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 สมัย “จอมพล ถนอม กิตติขจร” เป็นนายกรัฐมนตรี
“ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาประเมินว่า นโยบายนี้จะทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 10,000-20,000 ล้านบาท/ปี
โดยเฉพาะในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการทั้งในภาคการผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เดิมเคยเสียโอกาสการขายในช่วงเวลาดังกล่าวมานาน
แต่ในฟากของภาคสังคมก็ยังคงมีความกังวล โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และผลกระทบด้านสุขภาพของคนไทยที่อาจจะเพิ่มขึ้น
โดยอ้างอิงผลการสำรวจของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ทำสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างใน 12 จังหวัด จำนวนกว่า 4,000 คน ระบุว่า มีร้อยละ 82.8 ยังคงเห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายตามเดิม
เช่นเดียวกับ “สรเทพ โรจน์พจนารัช” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ที่ยืนยันว่า วันนี้บริบททางสังคมของคนไทยเปลี่ยนไปแล้ว และประเทศไทยก็กลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก
ร้านอาหาร สถานบันเทิง จึงเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมบริการที่ต้องรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่มจากทั่วโลก
การปลดล็อกครั้งนี้จึงเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ และยังคาดว่าบรรดาร้านอาหารจะกลับมาสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร
“ฐนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย หนึ่งในองค์กรที่สนับสนุนให้รัฐยกเลิกมาตลอด มองว่าการประกาศทดลองใช้ 6 เดือนในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีมาก และจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งในแง่บวก แง่ลบ เพราะเป็นช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยว
และบอกว่าหากประเมินผลหลังครบ 6 เดือนแล้ว พบว่าปัญหาไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของทุกปี ก็ควรที่จะทำการปลดล็อกแบบถาวรได้
โดยย้ำว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือ สถานบันเทิง หรือธุรกิจที่เปิดให้บริการในเวลากลางคืน เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร
ขณะที่ “กวี สระกวี” นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวโดยตรง
เพราะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย
พร้อมอ้างข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ประเมินว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ
เรื่องนี้จึงควรเป็นประเด็นที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องประเมินผลอย่างรอบคอบภายใต้บริบทใหม่ของสังคม ทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ
เพราะการปลดล็อกรอบนี้เป็น “ความหวัง” สำคัญของเศรษฐกิจไทย