ยังต้องเจรจากันต่อไป
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา กัมพูชาผลักดันให้เกิดการหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายไทยเรียกร้องการปฏิบัติที่เหมาะสมจากกัมพูชา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เผยผลประชุมว่า ไทยปรารถนาดีต่อกัมพูชามาโดยตลอด ทั้งช่วงสงครามกลางเมือง ไทยสนับสนุนและช่วยเหลือ เปิดชายแดนช่วยผู้อพยพให้มีที่พักพิง ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ความขัดแย้งในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ไทยพยายามแก้ไขปัญหาในกรอบทวิภาคี
แต่กัมพูชาพยายามนำประเด็นไปสู่เวทีระหว่างประเทศ แทนที่จะแก้ไขระหว่างสองประเทศด้วยกัน มีการปล่อยเทปออกมาระหว่างการหารือ ละเมิดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน จากนั้นได้หารือกันเกี่ยวกับการหยุดยิง มีการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือน ก.ค. และ ต.ค. และทำถ้อยแถลงร่วมเพื่อเป็นเส้นทางไปสู่สันติภาพ
รมว.การต่างประเทศกล่าวอีกว่า แต่สันติภาพต้องมาจากการปฏิบัติ ทุกข้อกำหนดในถ้อยแถลงร่วมมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ทั้งการลดอาวุธ กำจัดทุ่นระเบิด อาชญากรรมบริเวณชายแดน สแกมเมอร์ และการบริหารจัดการด้านการรุกล้ำ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทหารไทยได้รับความเดือดร้อนมาหลายครั้ง เป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วม และคนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำไปสู่การปะทะกันในแนวชายแดน
จนถึงปัจจุบันการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนการกล่าวหาซึ่งกันและกัน เรามาเพื่อหารือและเดินหน้าต่อไป ทางฝ่ายกัมพูชาได้พูดเรื่องหยุดยิงกับทุกคน แต่ไม่เคยมีการพูดคุยกับไทยว่าจะทำอย่างไร การหยุดยิงต้องมีข้อตกลงว่าจะมีมาตรการอย่างไร และมีการตรวจสอบอย่างไร
ที่ประชุมเห็นด้วยว่าการจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ไม่ได้มาจากการประกาศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพูดคุยกันถึงข้อเสนอกับทหารทั้งสองฝ่าย จึงจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 24 ธันวาคม เพื่อดูว่าในสถานการณ์ใหม่นี้เราจะมีมาตรการอย่างไร ใครเป็นคนตรวจสอบ และจะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มีการหยุดยิง
น่าสนใจว่าการประชุมจีบีซีที่กำหนดไว้ 24 ธ.ค.จะเกิดผลอย่างไร โดยเฉพาะการหยุดยิง การสู้รบรอบนี้เกิดขึ้นเมื่อ 7 ธ.ค. ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา กำลังทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ในเขตอธิปไตยกลับคืน ปัญหาสำคัญระหว่าง 2 ประเทศ คือแนวชายแดนทางบกระยะทาง 800 กิโลเมตร ตลอด 7 จังหวัดชายแดนตะวันออก ซึ่งเกิดจากการทำแผนที่ในป่าเขายุคฝรั่งเศสยึดครองกัมพูชา หลายจุดมีปัญหาเพราะเวลาที่ผ่านไป ประกอบกับไทยเปิดรับผู้อพยพกัมพูชามาหลบภัย แล้วเกิดการตั้งถิ่นฐาน ไม่คืนกลับสู่ประเทศ ปัญหาสะสมยาวนาน การแก้ไขจะต้องบริหารจัดการร่วมกันด้วยความจริงใจ ซึ่งหลายประเทศดำเนินการให้ลุล่วงได้ มิใช่ด้วยการเล่นเกมการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งมีแต่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย