เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สูญเสียยิ่งใหญ่

17 มิ.ย. 2569 | 15:03น.
2-2

2-2

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จสู่สวรรคาลัย ขณะพระชันษาเพียง 47 ปี เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ทรงเป็นที่จดจำด้วยพระราชอัธยาศัยร่าเริงเมื่อยังทรงพระเยาว์ และจริงจังแต่ไม่ถือพระองค์เมื่อทรงเติบใหญ่ ทรงประกอบพระกรณียกิจหลายด้าน และทรงโดดเด่นจากการใช้ความรู้ทางกฎหมายช่วยเหลือประชาชน จนได้รับการขนานพระนามว่า “เจ้าหญิงนักฎหมาย” หรือ “เจ้าฟ้านักกฎหมาย”

ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสอง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทรงได้รับปริญญามหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ (LL.M.) และปริญญาดุษฎีบัณฑิต ด้านนิติศาสตร์ (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล และทรงสำเร็จการอบรมศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทยพร้อมกันในปี พ.ศ. 2548

ทรงรับราชการในสายงานอัยการตั้งแต่ พ.ศ. 2550 จากนั้นโอนย้ายรับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา ออสเตรีย ในปี 2555 สู่เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ได้แก่ ออสเตรีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย ก่อนทรงกลับมาสู่สายงานอัยการอีกครั้ง

ทรงริเริ่มโครงการกำลังใจ (Inspire) เมื่อ 2550 ช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง เด็กติดผู้ต้องขังหญิง และผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ในเรือนจำ ตลอดจนเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นในกระบวนการยุติธรรม ให้กลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

ทรงริเริ่มการทำข้อเสนอเพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Enhancing Lives of Female Inmates หรือ ELFI) เมื่อ พ.ศ. 2551 เป็นแนวทางในระดับสากล เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง จนองค์การสหประชาชาติเห็นชอบให้มีกระบวนการปรึกษาหารือในเรื่องดังกล่าว และรับรองเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules)” โดยสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 65 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 และเมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2554 เพื่อสนับสนุนการอนุวัติ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ได้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษ ตามคำกราบทูลเชิญของสถาบันเพื่อการยุติธรรมไทยด้วย

ทรงก่อตั้งและพระราชทานทุนการศึกษาสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อปริญญามหาบัณฑิตด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ทรงจัดตั้ง “ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” คัดเลือกผู้จบปริญญาบัณฑิตด้านกฎหมาย และสอบไล่ได้เนติบัณฑิตของเนติบัณฑิตยสภา เพื่อนำความรู้แก้ไขปัญหาของประเทศ ที่ต้องอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือ องค์กรต่าง ๆ ได้ถวายรางวัลยกย่องพระปรีชาสามารถในทางกฎหมาย การช่วยเหลือสตรี

ขณะที่สถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติทางวิชาการ ที่ทรงมุ่งมั่นศึกษาเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่คนไทยและบุคคลอื่น ๆ โดยทั่วไปอีกด้วย