“ชิมช้อปใช้” ยาแก้ปวด

คอลัมน์ สามัญสำนึก

โดย สมปอง แจ่มเกาะ

เป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” นานนับเดือนเลยทีเดียว สำหรับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิม ช้อป ใช้” ที่กระทรวงการคลังครีเอตขึ้นมา และเพิ่งจบเฟสแรกลงไปหมาด ๆ

ถึงวันนี้ ใครต่อใครก็ยังเมาท์มอยและพูดถึงมาตรการชิม ช้อป ใช้ ไม่ขาดสาย

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทีวีทุกช่อง สื่อออนไลน์ทุกค่าย ต่างไม่มีใครยอมตกขบวน ต่างเกาะติดและนำเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน

อย่างที่รู้กันว่า โครงการนี้รัฐบาลยอมควักกระเป๋าให้ 1 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ให้ผู้ลงทะเบียน 10 ล้านคน คนละ 1,000 บาท ได้นำไปจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าที่ร่วมโครงการ

แต่ที่น่าเสียดาย คือ เงินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ของโครงการชิม ช้อป ใช้ ที่รัฐบาลโปรยแจกในครั้งนี้ มีลักษณะ “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า”

และเป็นธรรมดาที่จะมีเสียงสะท้อนตามมามากมายหลากหลายแง่มุม ย่อมมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และมีทั้งที่เห็นว่าควรมีการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น แต่ก็มีอีกหลายเสียงที่อยากให้ยกเลิกโครงการในลักษณะนี้

ขณะที่นักวิชาการอิสระส่วนใหญ่มีมุมมองว่า มาตรการชิม ช้อป ใช้ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

จะว่าไปแล้ว คนที่แฮปปี้กว่าใครเพื่อนในยามนี้ หลัก ๆ คงมีอยู่ 2-3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก คนที่ลงทะเบียนผ่านและได้เงิน 1,000 บาท มาใช้ฟรี ๆ ถัดมาก็เป็นบรรดาร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ และจะส่งผลต่อไปยังผู้ผลิตสินค้า หรือซัพพลายเออร์

ตอนนี้ผู้โชคดีทั้ง 10 ล้านคน ต่างก็คงเร่งใช้เงินให้ทันภายในกำหนด 14 วัน เพราะมิเช่นนั้น กระทรวงการคลังจะตัดสิทธิและริบเงินคืน

แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ กระทรวงการคลัง ในฐานะเจ้าของโครงการ ดูจะหลงใหลได้ปลื้มกับมาตรการชิม ช้อป ใช้มากเป็นพิเศษ ล่าสุดก็เตรียมจะเดินหน้าโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” เฟส 2 ต่ออีกทันที ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้ เป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ส่วนรูปแบบ-เงื่อนไข ในรายละเอียดจะออกมาอย่างไร อดใจรออีกนิด

ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะมีชิม ช้อป ใช้ เฟส 3 เฟส 4 เฟส 5 ตามมาอีก ต้องติดตาม

ในข้อเท็จจริง แม้ว่าชิม ช้อป ใช้ เฟสแรก จะประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ทะลุเป้า 10 ล้านคน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การค้าการขายการเดินทางมีความคักคักขึ้นมา และคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง

แต่อีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจในวันนี้ยังอยู่ในช่วงขาลง เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวหลัก ๆทำงานช้าลง โดยเฉพาะการส่งออกที่หดตัว ผลพวงจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังติดขัดไม่ลื่นไหล ที่ผ่านมา โรงงานอุตสาหกรรมเล็กใหญ่จำนวนไม่น้อยต้องปรับลดเวลาการทำงาน บางแห่งหนักหน่อยถึงขั้นต้องเลย์ออฟพนักงาน ส่งผลให้กำลังซื้อเหือดหายและมีปัญหา จากปัจจัยภายนอกและภายในที่รุมเร้าเข้ามามิขาดสาย สะท้อนภาพจากการทยอยปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ครั้งแล้วครั้งเล่า ของสภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ที่มีให้เห็นมาเป็นระยะ ๆ

ที่สำคัญ ต้องทำใจและต้องยอมรับความจริงว่า มาตรการ “ชิม ช้อบ ใช้” นั้นเป็นเพียงยาบรรเทาอาการปวด-ลดไข้ ที่ไม่สามารถจะช่วยเยียวยาให้เศรษฐกิจที่กำลังจะเข้าขั้นโคม่ากลับฟื้นขึ้นมาได้ในเร็ววัน

ตราบใดที่หมอเจ้าของไข้ยังวินิจฉัยโรคและหาทางรักษาไม่ได้ โอกาสที่คนไข้จะทรุดหนักลงไปอีกก็มีมาก และที่ต้องระวังอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดื้อยา

ถึงนาทีนี้คงได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้พระสยามเทวาธิราชช่วยปกปักรักษาคุ้มครองด้วยเทอญ

Previous article“ซัมซุง” ปิดโรงงานทิ้งจีน ปักหมุดใหม่ใน “เวียดนาม”
Next article“ร้านอาหารมะกัน” เฟื่อง ญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์รุกรอบใหม่