เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
Columns เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
“นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
Biz Movement “นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

จับตาตลาด “คาร์บอนเครดิต” มูลค่ามหาศาลหลัง COP26

17 พ.ย. 2564 | 16:53น.
คาร์บอนเครดิต
ชีพจรเศรษฐกิจ

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

 

“คาร์บอนเครดิต” เป็นคำที่รู้จักกันมาตั้งแต่มีความตกลงว่าด้วยการรับมือกับภาวะโลกร้อนระดับนานาชาติครั้งแรก ที่รู้จักกันในชื่อ “พิธีสารโตเกียว”

จุดมุ่งหมายในการสร้าง “คาร์บอนเครดิต” ขึ้น ก็เพื่อให้สามารถซื้อขายกันได้

การซื้อและการขายเครดิต ที่ได้จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ อันเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคร้อน ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดความพยายามเพื่อลดการปล่อยก๊าซอันตรายนี้มากขึ้น

ชาติหรือองค์กรธุรกิจที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย สามารถหาซื้อเครดิตที่ว่านี้เพิ่มเติมจาก “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ที่เป็นตลาดซึ่งผู้ขายสามารถนำเอาเครดิตส่วนเกินไป “เสนอขาย” ได้

คำถามก็คือ แล้วจะซื้อจะขายกันอย่างไร ควรมีการ “เก็บภาษี” จากการซื้อขายเหล่านี้หรือไม่ แล้วจะนับเครดิตกันอย่างไร

กลไกและกฎเกณฑ์ที่จะทำหน้าที่กำกับตลาดคาร์บอนเครดิตนี่เองที่ทำให้จนแล้วจนรอด ตลาดคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศยังไม่เกิดขึ้นจริงจังเป็นรูปธรรมเสียที

ในการประชุมสุดยอดแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 21 ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2015 ซึ่งลงเอยด้วยการจัดทำ “ความตกลงปารีส” ขึ้นมา ทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ชาติสมาชิกก็ยังโต้แย้งกันในประเด็นสำคัญหลายประการ

ต้องใช้เวลาต่อรองกันอีกนานปี ทุกอย่างถึงลงเอยกันได้ในระหว่างการประชุมครั้งที่ 26 ที่กลาสโกว์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถกเถียงโต้แย้งกันมานานก็คือ ประเด็นว่าด้วย “ภาษี” ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน

เดิมทีความตกลงปารีส กำหนดให้เก็บภาษีจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทุกครั้ง เพื่อนำเงินที่ได้จากการนี้เข้าไปสมทบใน “กองทุนเพื่อการปรับตัว” ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาต่อไป

ที่ประชุมกลาสโกว์ ตกลงพบกันครึ่งทาง

ในความตกลงกลาสโกว์ กำหนดให้การซื้อขายที่ทำกันแบบ “ทวิภาคี” ซึ่งเป็นการซื้อขายกันโดยตรง ไม่จำเป็นต้องชำระภาษี

แต่หากเป็นการซื้อขายกันผ่านตลาดคาร์บอนเครดิตที่ถือเป็น “ตลาดกลาง” เพื่อการนี้ จะต้องชำระภาษี 5% นำไปสมทบในกองทุนดังกล่าวแล้ว

ความตกลงกลาสโกว์ยังแก้ข้อกังวลที่ว่า การชดเชยเป้าลดคาร์บอนด้วยเครดิตจากตลาดคาร์บอนเครดิต จะทำให้ชาติมั่งคั่งทั้งหลายไม่ยอมดำเนินการลดให้ได้ตามเป้า แต่จะหันมาชดเชยด้วยการซื้อแทน โดยการกำหนดให้ “ยกเลิก” เครดิตที่ซื้อชดเชย 2% ที่ได้จากการซื้อขาย

ปัญหาถัดมาก็คือจะนำเอา คาร์บอนเครดิต ที่แต่เดิมเคยทำไว้นานมาแล้วมาเสนอขายในตลาดได้หรือไม่ ด้วยความที่คาร์บอนเครดิตนั้นพูดถึงกันมานานแล้ว และมีเครดิตเก่า ๆ เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย

ความตกลงกลาสโกว์ เถียงเรื่องนี้กันไม่น้อย ในที่สุดก็ยอมตกลงให้นำเอาเครดิตเก่า ๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2013 เรื่อยมาเท่านั้น สามารถนำไปเสนอขายในตลาดได้

ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบรรดานักเคลื่อนไหวต่อต้านภาวะโลกร้อนอีกไม่น้อย กังวลว่า การอนุญาตเช่นนี้จะทำให้ ตลาดคาร์บอนเครดิต กลายเป็นตลาดขายเครดิตเก่ากันไปล้วน ๆ

มีการประเมินไว้ว่า นับตั้งแต่ปี 2013 เรื่อยมา มีเครดิตขึ้นทะเบียนและสามารถนำมาเสนอขายได้มากถึง 320 ล้านเครดิต

1 เครดิตที่ว่า คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเทียบเท่ากับปริมาณ 1 ตัน 320 ล้านเครดิตก็คือ 320 ล้านตัน

คำถามก็คือ 320 ล้านตันที่ว่านี้เป็นการลดเมื่อนานมาแล้ว ไม่น่าจะมีประโยชน์ใด ๆ กับการลดภาวะโลกร้อนในตอนนี้อีกแล้ว บรรดาแอ็กติวิสต์ถึงได้ออกมาเรียกร้องบรรดาผู้ที่จะซื้อว่า อย่าไปซื้อเครดิตเดิม ๆ เหล่านี้

ปัญหาสุดท้ายที่เพิ่งจะตกลงกันได้ที่กลาสโกว์ ก็คือ “วิธีการป้องกันการนับคาร์บอนเครดิตซ้ำ” หลังจากที่เดิม ประเทศผู้ขายกับประเทศผู้ซื้อต่างอ้างสิทธิ์กันว่า สามารถนับเครดิตที่ซื้อขายกันรวมเป็นเป้าหมายของประเทศได้

แต่วิธีการดังกล่าวทำให้เกิด “การนับซ้ำ” ทำให้ปริมาณรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเกินจริง

“ญี่ปุ่น” เป็นผู้เสนอทางออกในเรื่องนี้ ด้วยการเสนอให้ ประเทศผู้สร้างเครดิต ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการนำเอาเครดิตนั้นไปขาย หรือจะนำเอาไปนับรวมเข้าไว้เป็น “เป้าหมาย” การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

ในกรณีที่รัฐบาลของประเทศนั้น ๆ กำหนดให้นำไปขาย แล้วสามารถขายได้ ประเทศผู้ขายต้องหักลบจำนวนเครดิตที่ขายออกไปจากเป้าหมายของประเทศ และประเทศผู้ซื้อสามารถนำไปรวมเป็นเป้าหมายของประเทศตนได้

หลักการป้องกันการนับซ้ำเดียวกันนี้ จะนำไปประยุกต์ใช้ในแวดวงอุตสาหกรรม อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน เช่นเดียวกัน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความตกลงกลาสโกว์ว่าด้วยตลาดคาร์บอนเครดิต ดีขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ “สมบูรณ์แบบ” เพราะยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการนับซ้ำเกิดขึ้นอีก

แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ผลจากค็อป26 ครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกให้ตลาดคาร์บอนเครดิต ที่ว่ากันว่า มีมูลค่าระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ เกิดเป็นจริงได้เสียที