คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
ผ่านมาแล้ว 5 วันแล้ว หลังจากที่ประธานาธิบดีปูติน แห่งรัสเซีย ตัดสินใจเปิด “ปฏิบัติการทางทหารพิเศษเพื่อรักษาสันติภาพ” ใน “แคว้นดอนบาส” ของยูเครน เพื่อสนับสนุนแผนการประกาศรับรองเอกราชของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ กับสาธารณรัฐลูฮานสก์ (Donetsk-Luhansk)
แต่กองทัพรัสเซียไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่แคว้นดอนบาส รัสเซียกลับใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตียูเครนทั้งทางภาคตะวันตก-ภาคเหนือ และภาคใต้ ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร โครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้เมืองใหญ่หลายเมืองของยูเครน รวมทั้งเมืองคาร์คีฟและกรุงเคียฟ เมืองหลวง ถูกโจมตีด้วย
ล่าสุดทหารรัสเซีย ทั้งกองกำลังภาคพื้นดินและพลร่ม ขบวนรถถังที่ข้ามมาจากชายแดนเบลารุส ได้มุ่งไปที่กรุงเคียฟ และเมืองต่าง ๆ ที่อยู่บนเส้นทางหลัก เพื่อเข้าไปยึดครองและ “ล้ม” รัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี พร้อมกับตั้งความหวังไว้ว่า จะ “เช็กบิล” ยูเครนให้เรียบร้อยภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับจากการบุกได้เริ่มต้นขึ้น
แน่นอนว่าการบุกยูเครนด้วยปฏิบัติการทางทหารเพื่อรักษาสันติภาพของรัสเซีย เป็นเพียง “ข้ออ้าง” จากเบื้องหลังความกังวลที่ “ยูเครน” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเซเลนสกี มีความโน้มเอียงไปทางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามที่จะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO
รวมไปถึงการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ “รัสเซียไม่สามารถยอมรับได้” เพราะการเข้าเป็นสมาชิก NATO หมายถึง การเข้าร่วมเป็น “พันธมิตร” ทางทหาร (เหตุผลเดิม-เพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ หรือสหภาพโซเวียตในอดีต) และให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกในกรณีที่ประเทศสมาชิกถูกคุกคามจากภายนอก ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ
แต่การล่มสลายของ “สหภาพ” โซเวียตในอดีตส่งผลให้เกิดการแยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชใหม่ ๆ ซึ่ง “ยูเครน” เป็นรัฐเอกราชหนึ่งในนั้น หากยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO เท่ากับพรมแดนของรัสเซียที่เคยมียูเครนกั้นกลาง จะถูกประชิดจาก NATO ทันที
จึงเป็นที่มาว่า ทำไมรัสเซียต้องสนับสนุนการจัดตั้ง สาธารณรัฐโดเนตสก์ และลูฮานสก์ จากข้ออ้างการปกป้องคนเชื้อสายรัสเซียในแคว้นดอนบาส รวมไปถึงกรณีการผนวกไครเมีย และสงครามรัสเซีย-จอร์เจีย ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาเขตกันชนรอบอับฮาเซีย และเซาท์ออสซีเชีย ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การบุกยูเครนดูจะไม่ง่ายเหมือนกับการผนวกไครเมีย และสงคราม 5 วันในจอร์เจีย เนื่องจากกองกำลังทหารเพื่อรักษาสันติภาพของรัสเซียไม่สามารถยึดครองโดยปราศจากการต่อต้านของชาวยูเครนในฐานะรัฐเอกราชอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ปฏิกิริยาโต้ตอบของกลุ่มชาติตะวันตก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐ-สหภาพยุโรป ดูเหมือนยังถูก “จำกัด” วงอยู่แค่การกำหนดมาตรการ “คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะการขับธนาคารสัญชาติรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ที่ใช้ยืนยันและรับประกันการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ จากคำยืนยันของสหรัฐและ NATO ที่ว่า จะยังไม่มีการส่งกองทหารเข้าไปในยูเครน
นั่นหมายความว่า ณ ปัจจุบัน กองกำลังทหารพิเศษเพื่อรักษาสันติภาพรัสเซียยังคงเปิดปฏิบัติการทางทหารในการบุกยึดครองยูเครนต่อไป ส่วนกองกำลังทหารยูเครน “จำเป็น” ต้องรบเพื่อปกป้องรัฐบาลและดินแดนเอกราชของประเทศตนเองตามลำพัง อาจได้รับการสนับสนุนทางด้านอาวุธและเงินบ้าง แต่ไม่ใช่กองกำลังทหารรักษาสันติภาพจากสหรัฐ-สหภาพยุโรป
จึงนำไปสู่การเจรจาใน “เบลารุส” เพื่อยุติสงคราม โดยฝ่ายยูเครนต้องการให้มีการหยุดยิงในทันที และให้รัสเซียถอนกำลังทหารออกไป ท่ามกลางการดิ้นรนของยูเครนเองที่เรียกร้องให้สหภาพยุโรปรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกอียู ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า รัสเซียต้องการบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย
โดยสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปก็คือ รัสเซียจะหยุดอยู่แค่การสถาปนาเขตกันชนของสาธารณรัฐโดเนตสก์-ลูฮานสก์ พร้อมกับการประกันความเป็น “กลาง” ของยูเครนหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ วันนี้ “รัสเซีย” กลับมาแล้ว เป็นการกลับมาหลังการล่มสลายของ “สหภาพโซเวียต” เมื่อ 31 ปีก่อน