รัสเซีย-ยูเครน: ความขัดแย้งในชาติยุโรป โอกาสที่ดีที่สุดของ “ปูติน”

วิกฤตรัสเซีย ยูเครน โอกาสปูติน
Sputnik/Pavel Bednyakov/Pool via REUTERS

ยุโรปกำลังเผชิญความกังวลจากภัยคุกคาม หลังรัสเซียส่งทหารไปตามแนวชายแดนของยูเครน ขณะที่ความแตกแยกภายในชาติยุโรปเองก็เป็นอุปสรรคในการตอบโต้รัสเซีย

วันที่ 25 มกราคม 2565 วอชิงตันโพสต์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) และเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (อียู) เน้นย้ำหลายครั้งว่า ทวีปยุโรปยืนหยัดที่จะป้องกันการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และเต็มใจที่จะลงโทษรัสเซีย หากรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุดในการขัดขวางรัสเซีย หรือจะใช้มาตรการใดในกรณีที่มีการโจมตียูเครน

เปิดรอยแตกในหมู่ชาติยุโรป

3 มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ กำลังดำเนินตามแนวทางที่แตกต่างกันไปอย่างมาก เนื่องจากในประเทศตัวเองก็กำลังเผชิญปัญหาทางการเมือง ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้น มีท่าทีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับรัสเซีย การพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และเหตุผลด้านประวัติศาสตร์

“โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงความโกรธเคือง เมื่อกล่าวถึงปัญหาความแตกแยกนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยชี้ว่าการตอบโต้ต่อการรุกรานของรัสเซียอาจมีความซับซ้อน อันเนื่องมาจาก “ข้อขัดแย้ง” ภายในกลุ่มพันธมิตรนาโต้

ตัวอย่างที่ชัดเจนของความแตกแยกในหมู่มหาอำนาจยุโรป เช่นกรณีที่เครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษจำเป็นต้องบินอ้อมไปรอบ ๆ เยอรมนี เมื่อคราวส่งอาวุธต่อสู้รถถังเข้าไปในยูเครน โดยเครื่องบินอังกฤษต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินเหนือทะเลเหนือและเดนมาร์ก ซึ่งเพิ่มเวลาในการเดินทางหลายชั่วโมง

ต่อมา เจ้าหน้าที่กลาโหมของอังกฤษและเยอรมนีออกมาปฏิเสธเรื่องที่เยอรมนีไม่อนุญาตให้อังกฤษขนส่งอาวุธผ่านน่านฟ้าของเยอรมนี โดยระบุว่า ไม่มีการร้องขอเกิดขึ้น

แต่ภายหลังเยอรมนีก็ปฏิเสธที่จะให้ใบรับรองการขนสินค้าส่งกลับกับเอสโตเนีย เพื่อส่งปืนครกไปยังยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่สำคัญอย่างหนึ่งในยุโรป กรณีการจัดหาอาวุธให้ยูเครน

เจ้าหน้าที่เยอรมันอ้างถึงนโยบายที่มีมายาวนานหลายสิบปีในประเทศของตน ในการปฏิเสธที่จะเตรียมอาวุธให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่กำลังมีความขัดแย้ง โดยอ้างถึงประวัติศาสตร์ของประเทศในฐานะที่เป็นผู้บุกรุกในสงครามโลกครั้งที่ 2

นอกจากนี้ เยอรมนียังต่อต้านสหรัฐ ที่เรียกร้องให้คว่ำบาตรโครงการท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม 2” ของรัสเซีย ทั้งนี้ โครงการท่อส่งก๊าซดังกล่าวเป็นการส่งก๊าซจากรัสเซียไปยังยุโรปตะวันออก ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้พึ่งพาแหล่งพลังงานของรัสเซียมากขึ้น

จุดยืนของเยอมนีได้สร้างความฉุนเฉียวให้อังกฤษ เอสโตเนีย และยูเครน โดย “ดีมีโตร คูเลบา” รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ประณามจุดยืนของเยอรมนีว่า “น่าผิดหวัง” ผ่านทางทวิตเตอร์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อังกฤษ ซึ่งสนับสนุนการตอบโต้รัสเซียอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงการจัดหาอาวุธให้กองทัพยูเครน รู้สึก “ไม่พอใจ” ที่เครื่องบินของตนต้องบินอ้อมเยอรมนี ตามคำกล่าวของ “โทเบียส เอลล์วูด” หัวหน้าคณะกรรมการป้องกันประเทศในรัฐสภาอังกฤษ

“เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และหลีกเลี่ยงการทำให้เยอรมนีต้องอับอาย เราจึงไม่ได้ขอนำเครื่องบินบินผ่านน่านฟ้าเยอรมนีอย่างเป็นทางการ” เขากล่าวและว่า “มันแสดงให้เห็นถึงการขาดความพยายามในการประสานงานใด ๆ ของนาโต้ เพื่อช่วยพันธมิตรนาโต้และช่วยเหลือพันธมิตรในยุโรป”

“รัสเซียสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และผมกังวลว่าเรื่องนี้จะกระตุ้นให้รัสเซียดำเนินการในสิ่งที่เกินเลยไปมากกว่านี้” เขากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์

ในขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสได้ฉวยโอกาสจากวิกฤตยูเครน เพื่อเดินหน้าเป้าหมายของตัวเองในเรื่องกรอบการทำงานด้านความมั่นคงที่นำโดยสหภาพยุโรป ซึ่งอาจบ่อนทำลายนาโต้

“เอ็มมานูเอล มาครง” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเปิดการเจรจากับรัสเซีย เพื่อลดความตึงเครียด ซึ่งอาจเป็นเส้นทางที่ขัดแย้งต่อการทูตที่นำโดยสหรัฐ

“ฝรั่งเศสกำลังจะจัดการเลือกตั้งในเดือนเมษายนนี้ มาครงจึงมีเหตุผลทางการเมืองที่จะส่งเสริมบทบาทของตัวเองในฐานะตัวละครหลักในการผลักดันการเจรจาระหว่างยุโรปกับรัสเซีย” อีฟลิน ฟาร์คาส ซึ่งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม ดูแลกิจการที่เกี่ยวกับรัสเซีย ยูเครน และยูเรเซีย ในสมัยอดีตประธานาธิบดี “บารัก โอบามา” ของสหรัฐ กล่าว

เธอวิเคราะห์ด้วยว่า คำพูดของมาครงมีส่วนทำให้เกิดความรู้สึกว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“หากรัสเซียหนีรอดจากสิ่งที่กระทำในยูเครน และพยายามที่จะปรับเปลี่ยนพรมแดน ระเบียบระหว่างประเทศทั้งหมดจะตกอยู่ในอันตราย” เธอกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์

โอกาสทองของ “ปูติน”

เจ้าหน้าที่สหรัฐเตือนว่าความขัดแย้งในหมู่พันธมิตรชาติตะวันตก ตกอยู่ในมือของปูติน พร้อมระบุด้วยว่า พวกเขากำลังดำเนินการเพื่อลดความขัดแย้งต่าง ๆ

“ผมคิดว่าหนึ่งในเป้าหมายที่มีมายาวนานของรัสเซีย คือการพยายามหว่านเมล็ดพันธุ์ความแตกแยกในประเทศของพวกเรา และเป็นเรื่องธรรมดามากที่เราจะไม่ยอมให้รัสเซียทำเช่นนั้น” แอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเยือนกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน

แต่ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันในยุโรป ทำให้บางประเทศในทวีปนี้ไม่ต่อต้านสหรัฐ โดยประเทศในยุโรปตะวันออกและบอลติกที่รู้สึกว่าถูกคุกคามจากการขยายอิทธิพลของรัสเซีย ต่างต้องการการตอบโต้ที่นำโดยสหรัฐ ประเทศเหล่านี้แสดงความกังวลว่าพันธมิตรในยุโรปตะวันตกอาจแสวงหาแนวทางที่เป็นกลาง ซึ่งอาจทำให้พันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐที่มีต่อยุโรปนั้นอ่อนแอลง



การเมืองภายในชาติยุโรป

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การที่ยุโรปต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย ในสัดส่วน 40% จากความต้องการทั้งหมด ซึ่งทำให้บางประเทศไม่เต็มที่จะใช้แนวทางที่แข็งกร้าว ประกอบกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทั่วยุโรป และหลายรัฐบาลในยุโรปกังวลว่า การขึ้นราคาพลังงานในช่วงกลางฤดูหนาว จะส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

“ความขัดแย้งในระหว่างชาติในยุโรปตะวันออกและตะวันตกนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน โดยชาวยุโรปตะวันตกจำนวนมากต้องเผชิญภัยคุกคามจากรัสเซียมาเป็นเวลานาน” “แคทรีน คลูเวอร์ แอชบรู๊ค” ผู้อำนวยการสภาวิเทศสัมพันธ์แห่งเยอรมนี กล่าว

เธอกล่าวด้วยว่า ความขัดแย้งในยุโรปปรากฏผ่านรัฐบาลเยอรมนี ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่และไร้ประสบการณ์ โดยรัฐบาลผสมของเยอรมนีไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนได้

“โอลาฟ โชลซ์” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี มีประวัติความสัมพันธ์อันอบอุ่นกับรัสเซีย ในขณะที่ “แอนนาลีน่า แบร์บอค” รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี มีจุดยืนที่เข้มแข็งกว่า

“ปูตินแทบจะเลือกเวลาที่ดีกว่านี้เพื่อท้าทายยุโรปไม่ได้อีกแล้ว” เอลวูด สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ กล่าวในระหว่างที่อังกฤษเองกำลังเผชิญกับวิกฤตผู้นำ หลัง “บอริส จอห์นสัน” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ถูกเปิดโปงว่าละเมิดมาตรการล็อกดาวน์เสียเอง

ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง และรัฐบาลใหม่ของเยอรมนียังไม่สามารถหาจุดยืนได้ หลังการอำลาจากตำแหน่งผู้นำนาน 16 ปี ของ “แองเกล่า แมร์เคิล”

“ปูตินรู้ดีว่า ฐานอำนาจหลักของยุโรปคือ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ” เอลวูดกล่าวและว่า “หากสามประเทศนี้สามัคคีกัน ประเทศที่เหลือในยุโรปก็จะปฏิบัติตาม แต่หากสามารถสร้างความแตกแยกในหมู่สามประเทศนี้ได้ ยุโรปก็จะไร้ผู้นำ ไม่มีการประสานงาน และไม่มีความสามัคคี”

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ