คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
การเดินบนถนนการเมืองของ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนสุดท้อง “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในพรรคเพื่อไทย จากตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค กระทั่งมีบทบาทชัดเจนในฐานะ “หัวหน้าครอบครัว” พรรคเพื่อไทย
พร้อมประกาศจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ทางหนึ่งรู้สึกดีที่มีนักการเมืองคนรุ่นใหม่เข้ามาสู่แวดวงนี้ แต่อีกทางก็แปลกใจกับครอบครัว “ชินวัตร” รวมถึงรู้สึกทึ่งกับการตัดสินใจครั้งนี้
เชื่อว่าอดีตและผลลัพธ์ที่ครอบครัวชินวัตรได้รับ จากการเข้าสู่การเมืองแบบไทย ๆ นั้น ไม่มีทางลืมได้ง่าย ๆ
ตั้งแต่ยุคทักษิณ มาถึง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” และล่าสุด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” 3 นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเผชิญวิบากกรรมใกล้เคียงกัน
“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ต้องสู้คดีสลายม็อบแม้จะหลุดมาได้ เพราะเชื่อว่าส่วนหนึ่งมีผู้ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมหลายคน แถมแต่ละคนชื่อชั้นไม่ธรรมดา
ขณะที่ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” จนถึงทุกวันนี้ยังกลับประเทศไม่ได้
จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่า เหตุใดตระกูล “ชินวัตร” จึงส่ง “แพทองธาร” เข้าสู่เวทีการเมืองอีกคน
บทเรียนในอดีตนั้นชัดเจนว่า “ขุมอำนาจ” บางส่วน ไม่อยากเห็น “นักการเมืองรุ่นใหม่” มีบทบาทมากเกินไป
ตัวอย่างของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาในการเมืองแบบไทย ๆ แม้จะพยายามทำทุกอย่างให้โปร่งใส แต่สุดท้ายก็ไม่รอด ถูกยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี
เรื่องของเรื่องเพราะให้พรรคอนาคตใหม่ ที่ตัวเองตั้งขึ้นยืมเงินจำนวน 191 ล้านบาท
ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
ยังดีที่ไม่มีโทษถึงติดคุกติดตะราง
เรียกว่าคิดมากไปหน่อยจนพลาด แทนที่จะจัด “โต๊ะจีน” ระดมทุนเหมือนบางพรรคการเมือง ที่ได้รับการการันตีแล้วว่า “ไม่มีความผิด” ป่านนี้อาจยังรอดได้อยู่ (หรือเปล่า)
ด้วยสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ จึงเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยหวั่นใจแทน “แพทองธาร”
ยิ่งหากดูคำสัมภาษณ์ที่ไม่ปฏิเสธหรือยอมรับ กรณีคำถามเรื่องแคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี” คาดว่าบรรดาแฟนพรรคเพื่อไทย อาจใจตุ๊ม ๆ ต้อม ๆ
เพราะแม้จะประกาศต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อบริหารประเทศให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่การเลือกตั้งด้วยกติกาปัจจุบันอาจไม่เอื้อนัก
เนื่องจาก “สมาชิกวุฒิสภา” หรือ ส.ว. จากการแต่งตั้งโดย “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี
เช่น คราวที่แล้ว หัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เพราะ “สมาชิกวุฒิสภา” เทคะแนนให้ “บิ๊กตู่” อดีตหัวหน้า คสช. อย่างพร้อมเพรียงกัน
การเลือกตั้งครั้งต่อไป หากบิ๊กตู่ยังไม่วางมือ อย่างน้อยมีเสียง “250 ส.ว.” เป็นแต้มต่อ
มิต้องพูดถึงว่าหากได้เป็นผู้นำประเทศจริง ๆ จะทำงานได้มากน้อยขนาดไหน เพราะดูตัวอย่าง “ยิ่งลักษณ์” ที่ติดขัดหลาย ๆ อย่าง
แม้แต่ “รถไฟความเร็วสูง” ที่มีนโยบายเอาไว้ ยังถูกเบรกว่าไม่จำเป็น
“รอให้ถนนลูกรังหมดประเทศเสียก่อน”
แต่พอเป็นรัฐบาล “บิ๊กตู่” กลับไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งที่เป็นนโยบายเดียวกันแท้ ๆ
การเข้าสู่แวดวงการเมืองของ “ชินวัตร อันดับ 3” เชื่อว่าคงพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว เพราะบทเรียนที่เกิดขึ้นกับ “2 ชินวัตร” ก่อนหน้านี้ ยังไม่นานพอให้ลืมเลือน
หาก “แพทองธาร” ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค อาจไม่กระไรนัก
แต่หากออกหน้าเต็มตัว ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี น่าหวาดเสียวว่าสุดท้ายแล้วจะจบแบบไหน จะอยู่รอดปลอดภัยจนถึงวันชิงเก้าอี้หรือไม่ ?