คุยกับประธานสภาธุรกิจ ฝรั่งเศส-ไทย France มีอะไรมากกว่าสินค้าลักเซอรี่
ฝรั่งเศส-ไทย
- ฝรั่งเศสมีอะไรมากกว่าสินค้าลักเซอรี่
- ประวิตร โรจนพฤกษ์
นายฟรองซัวส์ กอร์แบง (Monsieur François Corbin) รองประธานนายจ้างฝรั่งเศสในต่างประเทศ (Mouvement des Entreprise de France: MEDEF: MEDEF International) และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย (France-Thailand Business Council) ในฐานะผู้แทนพิเศษเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอาเซียน กระทรวงกิจการยุโรปและต่างประเทศฝรั่งเศส นำคณะนักธุรกิจ รวม 26 คนมาเยือนไทยเป็นเวลา 5 วัน เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2565
หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกอร์แบงให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาชาติธุรกิจ” โดยพูดถึงโอกาสในการขยายความสัมพันธ์ทางธุรกิจฝรั่งเศสกับไทยว่า ไทยตั้งอยู่ “ใจกลางอาเซียนทางภูมิศาสตร์” และ “มีศักยภาพมากที่สุด”

อาเซียนมีประชากรประมาณ 600 ล้านคน ประมาณ 200 ล้านเป็นชนชั้นกลาง นายกอร์แบงกล่าวพร้อมย้ำว่าชนชั้นกลางไทยที่เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อมากเพิ่มและต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งฝรั่งเศสสามารถตอบสนองอุปสงค์นี้ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม กอร์แบงย้ำว่า ฝรั่งเศสมีมากกว่าแบรนด์เนมหรูชั้นนำระดับโลกอย่างหลุยส์ วิตตอง และ ชาแนล หากยังมีธุรกิจพลังงานสะอาด คมนาคมขนส่ง การป้องกันประเทศ การจัดการอาหาร ฯลฯ
ในส่วนพลังงานสะอาด คนไทยหลายคนที่ทีโอกาสได้ไปเยือนกรุงปารีสในช่วงหลังนึกได้ถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและปั้มเติมไฟฟ้ารถยนต์ที่มีทั่วกรุงปารีส

มิชลินไกด์คือตัวอย่างยอดเยี่ยม
เรื่องการอาหารนั้น นายการ์แบงกล่าวว่า มิชลินไกด์ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างมาทำไกด์สำรวจอาหารไทยประจำปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนเป็นที่นิยมและช่วยโปรโมตอาหารไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคชาวต่างชาติ (และไทย) ในวงกว้างขึ้น (ผู้อ่านลองนึกถึงเจ๊ไฝและเมนูไข่เจียวปู และกระแสที่เกิดขึ้นหลังจากมิชลินไกด์ยกย่องเธอ)
การ์แบงกล่าวว่านี่คือตัวอย่างโนว์ฮาวพิเศษของฝรั่งเศส
“มิชลินไกด์เป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของสิ่งที่ความสามารถฝรั่งเศสสามารถมอบให้แก่ประเทศคุณได้ [จัดอันดับ] ให้คะแนนร้านอาหารในแบบที่ชัดเจน”
อย่างไรก็ตาม การ์แบงยอมรับว่ายังมีงานที่ต้องทีกมากในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างฝรั่งเศสกับไทย ถึงแม้ว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะได้ลงนามร่วมตั้งแต่เมื่อต้นปี 2565 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ภายในปี 2567

ไทยและฝรั่งเศสต้องรู้จักกันมากกว่านี้
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นใกล้ชิดขึ้น โดยบริษัทฝรั่งเศสที่ประกอบการในไทยอยู่แล้ว บางส่วนก็กำลังวางแผนพัฒนากิจการของตน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจเขียว และมากกว่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0
“ทั้งไทยและฝรั่งเศสยังต้องทำความรู้จักซึ่งกันและกันมากกว่าปัจจุบัน ในส่วนของฝรั่งเศส หลายคนมักมองไทยในแง่ประเทศเป้าหมายทางการท่องเที่ยว ในขณะที่ไทยมีอะไรที่จะยื่นให้มากกว่านี้มาก ส่วนในมุมมองคนไทยต่อฝรั่งเศสนั้น ฝรั่งเศสก็มีมากกว่าแบนรด์เนมหรูและสถานที่ท้องเที่ยวอันเป็นที่นิยมเช่นกัน”
“เราต้องทำให้คน [ไทย] รู้ว่าฝรั่งเศสมีอะไรมากกว่าสินค้าลักเซอรี่”
กอร์แบงกล่าวว่าอีกสิ่งที่ท้าทายคือ ทำอย่าไรให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจไทยนึกถึงฝรั่งเศส และผู้มีอำนาจตัดสินใจฝรั่งเศสนึกถึงไทยเป็นอันดับต้นๆ เพราะปัจจุบันยังไม่อยู่ใน “เรดาร์” ของทั้งสองฝ่าย เช่น นักลงทุนไทยมักมิได้คิดถึงฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกเวลาคิกถึงการลงทุนในประเทศกลุ่มสมาชิกอียู และการดึงบริษัทไทยใหญ่ๆมาลงทุนในฝรั่งเศสคือหนึ่งเป้าหมายที่กอร์แบงได้ตั้งไว้

ธุรกิจสองประเทศมีค่านิยมคล้ายกัน
ในส่วนของนักธุรกิจนักลงทุนของทั้งสองประเทศเอง กอร์แบงกล่าวว่าการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถึงแม้คนไทยส่วนใหญ่จะไม่พูดภาษาฝรั่งเศส และคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะไม่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศส แต่กอร์แบงยืนยันว่าทั้งสองประเทศมีค่านิยมที่คล้ายคลึงกัน
กล่าวคือทำงานโดยยึดพื้นฐานความเคารพและไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และบางบริษัทที่ทำธุรกิจกันมากว่า 40 ปีก็มีความเชื่อมั่น พร้อมเสริมว่าความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างฝรั่งเศสกับไทย เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว
และหลายบริษัทฝรั่งเศสที่ลงทุนในไทยหรือภูมิภาคนี้ สุดท้ายการมักขยายการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศอื่นด้วย และทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธ์ศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่ประธานาธิบดีประกาศและจัดประชุมระดับสูงที่กรุงปารีสไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วย
หนทางยาวไกลFTAไทย-ฝรั่งเศส
คงปฏิเสธมิได้ว่าการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยที่กำลังเดินหน้าอยู่ จะช่วยให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสแน่นแฟ้นขึ้น เรื่องนี้นายกอร์แบงกล่าวให้สัมภาษณ์ว่า FTA จะช่วยให้มีกติกาทางการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ชัดเจน แต่หนทางกว่าจะลงนาน “อาจเป็นหนทางอันไกล”
เมื่อถามว่า ฝรั่งเศสมีศักยภาพอะไรเหนือกว่าประเทศยุโรปอื่นๆในเรื่องเทคโนโลยีหรือพลังงานเขียว นายกอร์แบงตอบว่า ตนมิได้แข่งกับประเทศอื่นในยุโรป แต่บริษัทฝรั่งเศสมีความพร้อมในธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการบิน การอวกาศ และการผลิตพลังงานสะอาด ควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมทั้งย้ำว่าทางคณะเลือกมาเยือนประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย ซึ่งข้อพิสูจน์
ตอกย้ำอย่างชัดแจ้งถึงความสำคัญของนักธุรกิจและนักลงทุนฝรั่งเศสที่ให้กับตลาดไทย และทำงานร่วมกับภาคเอกชนไทยในระยะยาว
มีความหวังกับอนาคตมาก
โดยส่วนตัวแล้ว นายกอร์แบงกล่าวว่า เคยมีโอกาสพบปะนายกรัฐมนตรีไทยหลายคนในช่วยหลายทศวรรษที่ผ่านมา และพยายามพูดกับนักลงทุนฝรั่งเศสเสมอว่าไทยและอาเซียนเป็นที่ๆน่าลงทุน และก็หวังว่านักลงทุนไทยจะไม่คิดถึงเพียงอเมริกาและจีนเวลาจะพิจารณาลงทุนทางธุรกิจในต่างแดน เพราะฝรั่งเศสมี know how มากมาย และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายกอร์แบงกล่าวว่าการร่วมพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนฝรั่งเศสไปได้สวย
“เรามองระยะยาว เราพร้อมที่จะทำงานกับทุกองค์กรเป็นเวลาหลายสิบปี [จากนี้]”

ทางไทยก็ดูจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศเช่นเดียวกับ ดังจะเห็นได้จากการที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เปิดโอกาสให้นายกอร์แบงค์และผู้บริหารชาวฝรั่งเศสระดับสูง 26 คนที่เดินทางมาพร้อมกับคณะได่เข้าเยี่ยมคารวะ ณ ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
“[ผม] มีความหวังกับอนาคตมาก” กอร์แบงกล่าว
…………
- 20 ซีอีโอ บริษัทชั้นนำฝรั่งเศส พบประยุทธ์ ลงทุนพลังงานสะอาด
- ‘ไทย-ฝรั่งเศส’ ลงนามโรดแมป ผนึกความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก