ด็อกเตอร์เฟ้อ – เมื่อปริญญาเอกกลายเป็นเครื่องประดับทางการเมือง
คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในวงการการเมืองเยอรมนี คือการที่นักการเมืองจำนวนมากมุ่งแสวงหาปริญญาเอกเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ จนเกิดปรากฏการณ์ “ด็อกเตอร์เฟ้อ” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงคุณค่าที่แท้จริงของคุณวุฒิทางการศึกษา เมื่อปริญญาเอกกลายเป็นเพียงเครื่องประดับทางการเมืองสำหรับการสร้างภาพลักษณ์ แทนที่จะสะท้อนความเชี่ยวชาญทางวิชาการอย่างแท้จริง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ในปี พ.ศ. 2554 คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี Angela Merkel มีรัฐมนตรีทั้งสิ้น 16 คน และปรากฏว่ารัฐมนตรีถึง 10 คนมีปริญญาเอก รวมถึงนายกรัฐมนตรี Merkel เองด้วย ในขณะที่รัฐสภาเยอรมนีก็มีสมาชิกรัฐสภาจำนวนมากกว่า 1 ใน 5 ที่มีคุณวุฒิปริญญาเอก นับเป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรัฐสภาในประเทศอื่น
การมุ่งที่จะมีปริญญาเอกของนักการเมืองเยอรมนี ได้นำไปสู่ปัญหาเรื่องคุณภาพและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ดังกรณีในปี พ.ศ. 2564 เมื่อ Franziska Giffey รัฐมนตรีว่าการกระทรวงครอบครัว ต้องลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ Giffey มีการคัดลอกผลงานทางวิชาการโดยมิชอบ (Plagiarism) โดย Giffey ไม่ใช่นักการเมืองเยอรมนีคนแรกที่เผชิญกับข้อกล่าวหานี้
ก่อนหน้านี้ Karl-Theodor zu Guttenberg อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ Annette Schavan อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ต้องลาออกและถูกเพิกถอนปริญญาเอกด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ที่นักการเมืองเยอรมนีหลายคนใช้คุณวุฒิปริญญาเอกปลอมในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
การมีปริญญาเอก หรือการเป็นด็อกเตอร์เป็นที่นิยมในสังคมเยอรมนี ข้อมูลจาก OECD ระบุว่าเยอรมนีมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกต่อปีมากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและจีน สาเหตุสำคัญมาจากวัฒนธรรมเยอรมนีที่การมีปริญญาเอกไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความเชี่ยวชาญทางวิชาการ แต่เป็นเสมือนเครื่องประดับทางสังคมที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบุคคลให้ดูดีขึ้น ต่างจากในอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกาที่สังคมให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงานและผลงานมากกว่าคุณวุฒิทางการศึกษา
บทเรียนสำคัญจากเยอรมนีคือ การที่สังคมให้คุณค่ากับปริญญามากเกินไป จนกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการแสวงหาคุณวุฒิโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมที่เน้นการมีปริญญาเอกเพื่อประดับ มากกว่าเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนรู้และการวิจัยอย่างเข้มข้น ซึ่งในระยะยาวอาจบั่นทอนมาตรฐานทางวิชาการและคุณภาพของบุคลากร ทั้งในระบบการเมือง ระบบราชการ และระบบการศึกษา
สำหรับประเทศไทยเราควรส่งเสริมวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับทักษะ ความเชี่ยวชาญ และผลงานที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการยึดติดกับคุณวุฒิทางการศึกษา การปรับเปลี่ยนค่านิยมเช่นนี้จะช่วยให้สังคมไทยไม่ติดกับดัก “ด็อกเตอร์เฟ้อ” และมุ่งสู่การสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต