คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
เราคุ้นกับวาทกรรม “เด็กติดจอ” จนเผลอมองข้ามอีกครึ่งของสังคมผู้สูงวัยที่วันนี้ใช้หน้าจอไม่น้อยกว่าเด็ก ทีวี สตรีมมิ่ง มือถือ แท็บเลต หลายบ้านเปิดพร้อมกันทั้งวัน เพื่อคุยกับลูกหลาน เช็กไลน์กลุ่มเพื่อน ดูข่าว สั่งของ นัดหมอออนไลน์
ความจริงคือ “จอ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมสำหรับวัยเกษียณแล้ว และโจทย์สาธารณะไม่ใช่ “เลิกจอ” แต่คือ “ออกแบบจอ” ให้ปลอดภัย ใช้ง่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยไม่โยนภาระให้ครัวเรือนลำพัง
ตอนผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมย้ำเรื่องคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในวาระสาธารณะ-ทั้งวันผู้สูงอายุและวันครอบครัว ว่ารัฐบาลต้องยืนข้างครอบครัวไทย ให้ผู้สูงวัยมีชีวิตที่ดีและปลอดภัย ไม่ใช่แค่คำอวยพรครั้งคราว แต่ต้องลงมือกับโครงสร้างบริการจริง วันนี้เราต้องใส่มิติดิจิทัลเข้าไป เพราะ “หน้าจอ” ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางบันเทิง แต่เป็น “พื้นที่ชีวิต” ที่เกี่ยวกับสิทธิ การเงิน และความปลอดภัย
ด้านมืดของ “จอ” เราเห็นกันชัด ข่าวผู้สูงอายุถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเสียหายหลักแสนหลักล้านเกิดถี่ขึ้น และล่าสุดครีเอเตอร์ “พยูนบูด” เล่าว่าคุณพ่อเกือบสูญเงินก้อนใหญ่จากการลวงหลายชั้น-ไม่ใช่แค่ “เผลอกดลิงก์” แต่มีการเร่งให้โอน อ้างหน่วยงานทางการ และพยายามให้ “ยืมเพิ่ม” โชคดีที่เอะใจทันบางส่วน กรณีแบบนี้ตอกย้ำว่า “โลกบนจอของผู้สูงวัย” คือแนวรบของความปลอดภัยการเงินและสิทธิในทรัพย์สินที่รัฐต้องลงไปยืนจริง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ครอบครัวแบกเอง
ขณะเดียวกัน จอก็มีด้านสว่างที่ควรเก็บรักษา
วิดีโอคอลทำให้ปู่ย่าตายายยังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทุกวัน ไลน์กลุ่มเพื่อนช่วยพิงใจ และชวนทำกิจกรรมสุขภาพ การจองคิวแพทย์-ติดตามสิทธิรักษาพยาบาลผ่านออนไลน์ลดต้นทุนเวลา การเรียนรู้สั้น ๆ ช่วยกระตุ้นสมอง และสร้างความภูมิใจเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ประโยคสำคัญคือ “ข้อดีเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง เมื่อระบบปลอดภัยและใช้งานง่าย” ถ้าภาษาเตือนภัยซับซ้อนเกินไป ตัวหนังสือเล็ก ลิงก์ปลอมหน้าตาคล้ายทางการ หรือขั้นตอนยืนยันตัวตนยุ่งยาก-คุณภาพชีวิตก็กลับหัวในพริบตา
ที่ผ่านมาเราเริ่มยกระดับการคุ้มครองอาชญากรรมออนไลน์ จัดระบบร้องเรียน-ระงับ-อายัดเงินแบบวันสต็อปผ่าน 1441 ประสานตำรวจ-ธนาคารเพื่อ “หยุดเลือด” ในไม่กี่นาทีทอง และธนาคารแห่งประเทศไทยกับธนาคารพาณิชย์ก็ขยับเรื่องเพดานโอนและการยืนยันตัวตนสำหรับกลุ่มเสี่ยง ทิศทางนี้ถูกต้อง แต่ต้อง “ทำให้ถึง” โดยยึดหลักว่า ความปลอดภัยควรเป็นดีฟอลต์ของระบบ ไม่ใช่เช็กบ็อกซ์ที่ผู้สูงวัยต้องไปค้นหาเอง
จากนี้ หากอยากให้ “จอ” เป็นเครื่องมือคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ดาบสองคม ผมขอเน้น 2 งานสำคัญที่ต้องทำให้จบเป็นระบบ และเติม “เลเยอร์สังคม” เพื่อให้ครบทั้งโครงสร้างและกิจวัตรจริง
1) หลักสูตรถาวร “สูงวัยดิจิทัลอุ่นใจ” ต้องมีการเรียนจาก “สถานการณ์จำลอง” ที่คนสูงวัยเจอทุกวัน เช่น ลิงก์ปลอมแจ้งพัสดุ เพจข่าวปลอมหน้าตาคล้ายทางการ โดยรูปแบบการสอนต้องกระชับ ทำซ้ำได้ ส่งผ่านสถานที่ เช่น ศูนย์ผู้สูงอายุ อบต./เทศบาล โรงพยาบาล สถานีตำรวจ วัด ชมรมผู้สูงวัย ให้ พม.-ดีอีเอส-สธ./สปสช.-อปท.-ธนาคาร ร่วมทำชุดบทเรียนกลางรายไตรมาส มีแบบฝึกมาตรฐานประเทศ เช่น สอนตั้งค่ามือถือให้ปลอดภัย ตั้งลิมิตโอน วิธีอายัดเงินผ่าน 1441 วิธีแยกข่าวปลอม-ข่าวจริง
สำคัญสุดคือต้องวัดผล “เชิงพฤติกรรม” ได้ เช่น สัดส่วนผู้ตั้งลิมิตโอนเพิ่มขึ้น อัตราคลิกลิงก์เสี่ยงลดลง เวลาแจ้ง 1441/ธนาคารสั้นลง และ “ยอดเงินที่อายัดคืนได้” เพิ่มขึ้น ทำเป็น KPI ระดับจังหวัด-อำเภอ-ท้องถิ่น และตั้งงบฯประจำ ไม่ใช่แคมเปญฤดูกาล
นอกจากนี้ ควรจัดกิจกรรมข้ามรุ่น ให้ลูกหลานเป็น “ครูดิจิทัล” เดือนละครั้งในชุมชน มีการบ้านง่าย ๆ ให้ลองทำกันดู แบบนี้ได้ทั้งความปลอดภัยและความสัมพันธ์ในครอบครัว
2) “ดีฟอลต์ปลอดภัย” สำหรับธุรกรรมออนไลน์ผู้สูงวัยต้องแก้ที่ค่าเริ่มต้นของระบบ รัฐควรจับมือ ธปท.-กสทช.-ผู้ให้บริการการเงิน กำหนดมาตรฐานค่าเริ่มต้นที่ใช้เหมือนกันหมด เช่น
o เพดานโอนเริ่มต้นต่ำ สำหรับกลุ่มเปราะบาง พร้อมช่องทางยกเพดานที่เข้าถึงง่าย
o ดีเลย์เพื่อความปลอดภัย เมื่อโอนไปบัญชีใหม่/อุปกรณ์ใหม่ ให้มีช่วงหน่วงสั้น ๆ เพื่อให้ 1441 ขอระงับได้ทัน ตั้ง KPI “ยอดเงินคืนประชาชน” เป็นตัวตั้ง
o ป้ายเตือนมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ก่อนโอนครั้งแรกไปบัญชีไม่คุ้น ต้องมีข้อความเตือนอ่านง่าย พร้อมปุ่มโทร.1441 ในแอปทันที
o เชื่อม 1441-ธนาคาร-ตำรวจแบบ End-to-End โทร.ครั้งเดียว เดินเรื่องอายัด-แจ้งความ-เก็บหลักฐานให้จบในที่เดียว
ยกระดับมาตรฐาน UX ผู้สูงวัย ให้เป็นเกณฑ์อุตสาหกรรม-ตัวอักษรใหญ่ปรับง่าย ปุ่ม “สแกนลิงก์เสี่ยง” หน้าแรก และบล็อกเบอร์/โดเมนเสี่ยงแบบอัตโนมัติ (ยกเลิกได้ถ้าต้องการ)
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่โครงการแฟนซี แต่คือ “งานออกแบบสังคมดิจิทัล” ให้ผู้สูงวัยมีประสบการณ์ใช้งานที่ปลอดภัยและมีความหมาย ไปด้วยกันกับแนวทางที่ผมย้ำมาตลอด
ยกขีดความสามารถครัวเรือน สร้างระบบคุ้มครองประชาชน และใช้ดิจิทัลเพื่อให้คนส่วนใหญ่ “มีอำนาจมากขึ้น” ไม่ใช่ “เสี่ยงมากขึ้น”
ท้ายที่สุดผมไม่เชื่อว่าเราควร “เลิกจอ” ผมเชื่อว่าเราควร “ออกแบบจอ” ให้เป็นพื้นที่ที่ผู้สูงวัยได้คุยกับหลาน เข้าวัดออนไลน์ ฟังดนตรี ดูหนัง อ่านหนังสือ ร่วมวงเพื่อน และทำธุรกรรมอย่างอุ่นใจ โดยมีรัฐยืนอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ยืนบนโพเดียมสั่งสอน ถ้าเราทำสองเรื่องนี้ให้จริง แล้วเติมกิจวัตรข้ามรุ่นเข้าไป ความกลัวเรื่อง “ติดจอ” จะค่อย ๆ แปรเป็น “คุณภาพชีวิตบนจอ” ที่จับต้องได้สำหรับทุกบ้าน