พาณิชย์ผนึก 21 หน่วยงานลุยนอมินี สกัดบริษัทเสี่ยงวูบ 75% เดินหน้าปราบเข้ม
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระดม 21 หน่วยงานยกระดับปราบธุรกิจนอมินี เตรียมลงนาม MOU ปลาย เม.ย.นี้ หลังใช้มาตรการเข้มสกัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงต่อเนื่อง 60% ในไตรมาสแรก และลดลงถึง 75% หลังเพิ่มมาตรการยืนยันลงทุนต้น เม.ย. พร้อมเดินหน้าขยายผลตรวจสอบเชิงลึก พบเชื่อมโยงนิติบุคคลกว่า 300 ราย และเข้าข่ายธุรกิจต่างด้าวผิดกฎหมายกว่า 4,000 ราย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) และป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ อาทิ การฟอกเงิน และการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น กรมจึงได้ขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก ดึงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 21 หน่วยงาน เข้ามาเป็นพันธมิตรในการดำเนินการกับนอมินี โดยได้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ร่วมกับ 21 หน่วยงาน ในวันที่ 29 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล
โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดโดยการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการนอมินี และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับ 21 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมที่ดิน กรมการท่องเที่ยว กรมการจัดหางาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลการสกัดกั้นการจดทะเบียนบัญชีม้านิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 หลังจากที่กรมได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ ปรากฏว่า ในช่วงไตรมาสแรก (1 ม.ค.-31 มี.ค.) พบการจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างก้าวกระโดดถึง 60% โดยพบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 3,511 บริษัท และหลังจากเพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุน และบังคับใช้เมื่อ 1 เม.ย. 2569 ส่งผลให้ช่วง 1-23 เม.ย. 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงถึง 75% คงเหลือ 175 บริษัท เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 658 บริษัท สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่กรมได้ออกมา ช่วยป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในธุรกิจนอมินีได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ก็ยังเหลือหลุดรอดอีก 25% ซึ่งกรมกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม โดยจะดูว่าที่ยังหลุดรอดมาจากอะไร จะได้เพิ่มมาตรการป้องกัน แต่ทั้งนี้ จะให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดีน้อยที่สุด
ส่วนการป้องกันและปราบปรามนอมินี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568-23 เม.ย. 2569 ได้นำส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จำนวน 11 ราย โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย เป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเหล็ก สำนักงานบัญชี ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่ง ตรวจพบในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มเสี่ยงใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และล้งมะพร้าว ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ ส่ง ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงิน 534 ราย ส่งกรมสรรพกาตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน 6,709 ราย ส่งสำนักงานประกันสังคม 137 ราย ส่ง บก.ปอศ. 117 ราย ได้แก่ สำนักงานบัญชี 92 ราย ล้งมะพร้าวนิติบุคคล 15 ราย และบุคคลธรรมดา 10 ราย ตรวจสอบการทำผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ 25 ราย ส่งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า 15 ราย
นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,372 ราย ประกอบด้วยธุรกิจบัญชีหนึ่งซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด จำนวน 256 ราย ธุรกิจบัญชีสองและธุรกิจบัญชีสามที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้ จำนวน 4,116 ราย โดยกรมจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด