ขึ้นน้ำตาล 2 บาทแลก 8 พันล้าน ชาวไร่ตัดอ้อยสดรับเพิ่มตันละ 120 บาท

การต่อรองการขึ้นราคาน้ำตาลทรายขาว ณ หน้าโรงงานจาก กก.ละ 19 บาท มาเป็น กก.ละ 23 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จาก กก.ละ 20 บาท มาเป็น กก.ละ 24 บาท หรือขึ้นมาเป็น กก.ละ 4 บาท ตามประกาศของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.)

แต่กลับถูก “เบรก” จากกระทรวงพาณิชย์ ด้วยการนำสินค้าน้ำตาลทรายกลับเข้ามาเป็น “สินค้าควบคุม” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พร้อมกับออกประกาศคณะกรรมการกลางเข้าควบคุมราคาสินค้าน้ำตาลทรากำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายขาว ณ โรงงาน กก.ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท

โดยมีข้อสังเกตว่า การประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทราย4 บาท/กก.นั้น 2 บาทแรกจะถูกนำไปเข้าอุตสาหกรรมอ้อยเพื่อแบ่งให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลตามต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนอีก 2 บาทหลังจะถูกส่งไปให้กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อจ่ายให้กับชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งเข้าโรงงานน้ำตาล เพื่อลดการเผาอ้อยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

ปรากฏว่า การขึ้นราคาน้ำตาลทราย ณ โรงงานถึง 4 บาท/กก. ไม่เป็นที่ “ยอมรับ” ของทั้งรัฐบาลและผู้บริโภค จากเหตุผลที่ว่า การบวกขึ้นราคาอีก 2 บาทเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 นั้นทำให้ราคาน้ำตาลทรายขาวปลีกปรับราคาสูงขึ้นมาถึง กก.ละ 28-29 บาท

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลาง “คำขู่” ที่จะปิดโรงงานน้ำตาลของกลุ่มชาวไร่อ้อยที่ต้องการให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์ที่เข้าควบคุมสินค้าน้ำตาลทรายห้ามปรับขึ้นราคาทั้งหน้าโรงงานและราคาขายปลีก “อ่อนลง” ถึงขั้นยอมให้มีการ “ทบทวน” ราคาน้ำตาลทรายใหม่ จนนำมาสู่การปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงานใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ด้วยการยอมให้ขึ้นราคาอีก กก.ละ 2 บาท หรือราคาน้ำตาลทรายขาว ณ หน้าโรงงาน จากราคาควบคุม กก.ละ 19 บาท ปรับขึ้นมาเป็น กก.ละ 21 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จากราคาควบคุม กก.ละ 20 บาท ปรับขึ้นมาเป็น กก.ละ 22 บาท ส่วนราคาน้ำตาลทรายขายปลีก แม้ไม่ได้กำหนดราคาสูงสุดไว้ แต่ก็ต้องจำหน่ายในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

ท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า ทำไมชาวไร่อ้อยในขณะนั้นถึง “ยอมรับ” ราคาน้ำตาลทรายขาวที่ปรับเพิ่มขึ้นมาแค่ 2 บาท/กก. จากเดิมที่ กอน.ออกประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทรายถึง กก.ละ 4 บาท โดยคำตอบในเรื่องนี้ได้มาเฉลยเอาเมื่อ ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ ด้วยการ “อนุมัติ” โครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ในกรอบวงเงิน 7,990.60 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม

โดยอ้างว่าเป็นโครงการลักษณะเดียวกันกับที่เคยดำเนินการในฤดูกาลผลิตปี 2563/2564 กับปี 2564/2565 โดยเงินที่จะนำมาใช้ ให้ใช้แหล่งเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) “สำรองจ่ายไปก่อน” จากเดิมที่มีรายงานข่าวเข้ามาว่า จะขอใช้งบฯกลางสำรองฉุกเฉิน

ทั้งนี้ ตามโครงการชาวไร่อ้อยจะต้องตัดอ้อยสดคุณภาพดีนำมาส่งให้กับโรงงานน้ำตาลแทนอ้อยไฟ้ไหม้จากการเผาแล้วรับเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสดในอัตราตันละ 120 บาท ทว่าหากพิจารณาลงไปใน “ไส้ใน” กลับพบว่าที่ผ่านมา 3 ปีอ้อยถูกเผาไม่ได้ลดปริมาณลง


จากรายงานของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า ปี 2563/2564 มีอ้อยถูกลักลอบเผา 17.61 ล้านตัน จากปริมาณอ้อย 66 ล้านตั(26.42%) ปี 2564/2565 อ้อยถูกลักลอบเผา25.12 ล้านตัน จากปริมาณอ้อย 92 ล้านตัน (27.28%) และปีล่าสุด 2565/2566 มีปริมาณอ้อยลักลอบเผา30 ล้านตัน จากปริมาณอ้อย93.89 ล้านตัน (32.78%) โดยปีเดียวกันนี้ได้ถูกตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณอ้อยถูกเผาเข้าโรงงานให้เป็น 0 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ