ขึ้นค่าแรงจะแทรกแซงไตรภาคีไม่ได้

แรงงาน
ภาพจาก freepik
บทบรรณาธิการ

คณะกรรมการไตรภาคีได้ประชุมกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา และมีมติยืนยันตามมติเดิมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ที่ว่า ให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศในอัตราวันละ 2-16 บาท หรือขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2.37 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยการประชุมคณะกรรมการไตรภาคีครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่กระทรวงแรงงาน ได้รายงานให้คณะรัฐมนตรี “รับทราบ” การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 2-16 บาททั่วประเทศ แต่รัฐบาลกลับมีท่าทีอยากจะให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าที่ คณะกรรมการไตรภาคีมีมติออกมา

ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า ค่าจ้างขั้นต่ำต้องสูงกว่า 2-16 บาท และต้องแฟร์กว่านี้ ต้องดูภาพรวมทางเศรษฐกิจทั้งหมด พร้อมกับยกตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแค่ 2 บาท ซึ่งยังซื้อไข่ไก่ 1 ลูกยังไม่ได้เลย พร้อมกับการย้ำนโยบายหลักของรัฐบาลในความต้องการที่จะให้ขึ้นค่าแรง มีเป้าหมายไว้ที่วันละ 400 บาท โดยเร็วที่สุด

ท่าทีของรัฐบาลดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมาสั่งให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กะเกณฑ์ตัวเลขกันขึ้นมา เหตุเนื่องมาจากค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องเป็นการตกลงกันใน คณะกรรมการค่าจ้างอันเป็นองค์กรไตรภาคี โดยมีการพิจารณากันมาตั้งแต่คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาจนถึงคณะกรรมการชุดใหญ่ ดังนั้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละจังหวัด จึงถูกหารือตามข้อเสนอทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างในระดับจังหวัดนั้น ๆ ขึ้นมาแล้ว ตามสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน

ทว่ารัฐบาลเองก็มีสิทธิที่จะยืนยันตามนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำที่ออกมาไม่สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลต้องการ จึงเป็นที่มาของการขอ “ถอนมติ” การขึ้นค่าแรงของคณะกรรมการไตรภาคีออกไปจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. จากเหตุผลที่ว่า สูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 ปี อาจจะไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน


และให้มีการเรียกประชุม คณะกรรมการไตรภาคี ในวันที่ 20 ธันวาคม ด้วยความหวังที่ว่า คณะกรรมการไตรภาคี จะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศให้มากกว่าอัตราวันละ 2-16 บาท แต่กลับปรากฏมติอย่างเป็น “เอกฉันท์” ยืนยันการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราเดิม ไม่ควรแก้ไขมติที่ออกไปแล้ว และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณใด ๆ ก็ควรจะเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้งในปีหน้า หรือเท่ากับยืนยันในหลักการเดิมที่ว่า การพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องปรึกษาหารือตกลงกันในคณะกรรมการไตรภาคี ผู้แทนรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่สามารถแทรกแซงคณะกรรมการได้