อคส. เปิดรายได้ 5 ปีย้อนหลัง 2562-2566 ขาดทุนต่อเนื่อง พนักงานกว่า 200 คน ยื่นเรื่องร้องให้ฝ่ายบริหารจ่ายโบนัส 70 ล้านบาท ของปี 2557 และปี 2558 หากไม่เร่งเสนอเข้าบอร์ด อคส. จะดำเนินการฟ้อง พบ อคส.ยังไร้บอร์ดบริหาร
วันที่ 5 มกราคม 2567 รายงานข่าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) จากกรณี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 พนักงาน อคส. ทั้งปัจจุบันและเกษียณอายุราชการแล้วกว่า 200 ราย ร่วมกันลงรายชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตและบริการประชาชน ของ อคส. เพื่อขอให้ฝ่ายบริหาร อคส.เร่งจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปีงบประมาณ 2557 และ 2558 รวมประมาณ 70 ล้านบาท ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา
พร้อมให้ฝ่ายบริหาร อคส. เร่งจัดทำวาระเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยเร็ว เพื่อให้พิจารณาเห็นชอบ แต่ปัจจุบันนี้ พบว่า บอร์ด อคส. ขณะนี้ได้ลาออกเกือบทั้งชุดหลังจากได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ปัจจุบัน อคส. ดำเนินงานและบริหารกิจการโดยไม่มี บอร์ด อคส. ทำให้บางนโยบายหรือบางโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มี บอร์ด อคส. ในการพิจารณาและอนุมัติ
ทั้งนี้ พนักงาน อคส.กว่า 200 คน ได้ชี้ว่าหากไม่เร่งดำเนินการ จะดำเนินการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ยื่นเรื่องให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อคส. (สร.อคส.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 สั่งการให้ตรวจสอบและเร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวด้วย
ดูรายได้ อคส. 5 ปีย้อนหลัง
รายได้ของ อคส. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- ปี 2562 มีรายได้รวม 268 ล้านบาท ขาดทุน 181 ล้านบาท
- ปี 2563 มีรายได้รวม 217 ล้านบาท ขาดทุน 114 ล้านบาท
- ปี 2564 มีรายได้รวม 326 ล้านบาท ขาดทุน 273 ล้านบาท
- ปี 2565 มีรายได้รวม 168 ล้านบาท ขาดทุน 99 ล้านบาท
- ปี 2566 มีรายได้รวม 177 ล้านบาท ขาดทุน 91 ล้านบาท
เปิดสาเหตุให้โบนัสไม่ได้
นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่พนักงงาน อคส.ยังไม่ได้รับเงินโบนัสในปีงบฯ 2557 และ 2558 เป็นเพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังไม่รับรองงบการเงิน และไม่ได้แสดงความเห็นต่องบการเงินทั้ง 2 ปี ซึ่งผิดไปจากหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต้องมีกำไรสุทธิ, สตง.ต้องรับรองงบการเงิน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อนุมัติเงินโบนัส
จนถึงขณะนี้ สตง.ยังไม่รับรองงบการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากที่ฝ่ายบริหารในขณะนั้น ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เพียงพอให้ สตง. ตรวจสอบ โดยเฉพาะสินค้าคงเหลือ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรจากโครงการรับจำนำต่าง ๆ มูลค่า 143,000 ล้านบาท และต้นทุนขายอีก 296,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ การทำบัญชีต้นทุนขายของ อคส. ก็ไม่สอดคล้องกับหลักการบัญชีทั่วไป ส่งผลให้รายได้และกำไรสูงเกินจริงในช่วงเริ่มต้นโครงการรับจำนำ และไม่มีรายได้เลยเมื่อส่งมอบสินค้าในช่วงปี 60 จนถึงปัจจุบัน
“ผมรับตำแหน่งผู้อำนวยการ อคส. มากว่า 3 ปี และเรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในช่วงที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง แต่ผมได้ประสานเรื่องนี้ไปยังทั้ง 2 หน่วยงาน โดย สคร.แจ้งว่า จะอนุมัติเมื่อ สตง. รับรองงบการเงินเท่านั้น และสตง.ก็แจ้งว่า ไม่สามารถรับรองงบการเงินย้อนหลังได้ ซึ่ง ผมได้สั่งการให้แจ้งข้อเท็จจริงไปยังผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่พนักงานก็ยังร้องเรียนเรื่องนี้ต่อไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานได้วินิจฉัยยุติเรื่องร้องเรียนนี้ พร้อมมีข้อเสนอแนะให้ สคร. เร่งรัดอนุมัติจัดสรรจ่ายเงินโบนัสประจำปี 57 ซึ่งฝ่ายบริหารได้รับทราบ และอยู่ระหว่างดำเนินการตามข้อเสนอแนะของสำนักงาน”
ตั้งข้อสงสัย
จากข้อมูลของผู้ร้องเรียน พบว่า เงินโบนัสดังกล่าวไม่ได้บรรจุเข้าวาระการประชุมของบอร์ด อคส.เลยตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายของบอร์ด อคส.ชุดใหม่ที่จะเข้ามาพิจารณาให้ได้ข้อยุติ
ขณะเดียวกัน ยังมีการตั้งประมาณการเงินโบนัสจ่ายให้กับบอร์ด อคส. ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 57-58 อีกหลายล้านบาทด้วย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อคส.ได้รับเงินโบนัสมาอย่างต่อเนื่องจนถึงล่าสุดปี 2556 เพราะมีกำไรจากการดำเนินโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาล แต่ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ที่ไม่มีโครงการรับจำนำแล้ว อคส.มีผลดำเนินการขาดทุน พนักงานจึงไม่ได้เรียกร้องให้จ่ายโบนัส
