Skip to content

ท่องเที่ยวหนุน ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. 67 ระดับ 62.9 สูงสุดในรอบ 47 เดือน

13 ก.พ. 2567 | 14:30น.
ท่องเที่ยวหนุน ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. 67 ระดับ 62.9 สูงสุดในรอบ 47 เดือน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมกราคม 2567 อยู่ที่ระดับ 62.9 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 47 เดือน มองเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น ท่องเที่ยวโดดเด่น ทั้งปีคาดมีนักท่องเที่ยวเข้ามากถึง 40 ล้านคน

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมกราคม 2567 ปรับตัวดีขึ้น จากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมไปถึงในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรมในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 จะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย

“หอการค้ายังประเมินเศรษฐกิจไทยยังขยายตัว 3-3.5% ซึ่งยังไม่รวมโครงการดิจิทัลวอลเลต หากมีโครงการนี้เกิดขึ้นเศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตถึง 4% แต่ทั้งนี้ หอการค้ายังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต ยังไม่มีความเสี่ยง และโครงการดิจิทัลวอลเลต จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมองว่าการท่องเที่ยวไทยในปีนี้จะมีการเติบโตคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยทั้งปีรวม 35-40 ล้านคน และตั้งแต่ต้นปีแรกถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วกว่า 4 ล้านคน จึงเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศในปี”

ส่วนกรณีเหตุการณ์ป่วนขบวนเสด็จ จะกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ทางการเมืองที่จะมีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตหรือไม่นั้น มองว่าไม่มี ผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ทั้งนี้ หากย้อนดูความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นการแบ่งแยกทางอุดมการณ์ที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แต่ระยะหลัง ๆ ปัญหาสีเสื้อเริ่มลดน้อยลงไปแล้ว และเชื่อว่ากรณีล่าสุดของ “ตะวัน” จะไม่เป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง หรือก่อม็อบรุนแรงดังเช่นในช่วงที่ผ่านมา และไม่มีผลต่อเสถียรภาพการเมือง ไม่มีผลไปถึงเสถียรภาพรัฐบาล และการยุบสภา

ดัชนีความเชื่อมั่น

นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมกราคม 2567 อยู่ที่ระดับ 62.9 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 47 เดือนนับตั้งแต่ มีนาคม 2563 เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นหลังจากจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายลดค่าครองชีพมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการเมืองมีเสถียรภาพส่งผลให้ความเชื่อมั่นกลับมาปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 56.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ อยู่ที่ 59.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 72.2 ซึ่งดัชนีทุกตัวปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2566 และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 เช่นกัน สำหรับปัจจัยที่มีผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นได้แก่

วาทิตร รักษ์ธรรม
วาทิตร รักษ์ธรรม

ปัจจัยบวก

    1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 จากภาครัฐ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เช่น Easy E-Receipt ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษี
    2. มาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพ เช่น ลดค่าไฟฟ้า ลดราคาเบนซิน และตรึงราคาดีเซล
    3. มาตรการฟรีวีซ่ากับนักท่องเที่ยวบางประเทศ เช่น จีน คาซัคสถาน อินเดีย และไต้หวัน และขยายเวลาพำนักในไทยเพิ่ม
    4. นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจในภูมิภาคปรับตัวดีขึ้น
    5. พืชผลเกษตรเกือบทุกรายการ ราคาปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยหนุนกำลังซื้อในต่างจังหวัด
    6. ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศอยู่ในระดับที่ทรงตัว
    7. การส่งออกของไทยเดือน ธ.ค. 66 ขยายตัว 4.65%

ปัจจัยลบ

    1. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’66 ลงเหลือโต 1.8% ส่วนปี’67 คาดโต 2.8%
    2. ผู้บริโภคยังกังวลว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้า รายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ
    3. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ เช่น ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ซึ่งมีผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
    4. ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
    5. เงินบาทปรับตัวอ่อนค่า สะท้อนการไหลออกสุทธิของเงินตราต่างประเทศ
    6. ความกังวลต่อภาวะภัยแล้ง และสถานการณ์เอลนีโญ ที่จะมีผลต่อการใช้น้ำภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริโภค
    7. ความกังวลต่อปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

อย่างไรก็ดี ค่าดัชนียังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังกังวลว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยและทั่วโลก ตลอดจนสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน กับอิสราเอลกับฮามาสในฉนวนกาซาอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยปัจจัยเหล่านี้ มีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้นี้