สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดใหญ่สัมมนา SK Speak Dinner Talk หัวข้อ “ไหวมั้ย… THAILAND” “หมอมิ้ง” ชี้ไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ต้องเดินหน้ากระตุ้นด้วย “ดิจิทัลวอลเลต” ฝ่าวิกฤต กบต้ม ย้ำต้องเพิ่มความรอบคอบ “กฎหมาย” พร้อมยกระดับ
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวในงานสัมมนา SK Speak Dinner Talk หัวข้อ “ไหวมั้ย… THAILAND” ซึ่งจัดโดยสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ว่า ไหวมั้ย… THAILAND ขอเปลี่ยนเป็นเราจะช่วยให้ประเทศไทยรุ่งเรืองขึ้นได้อย่างไร
ซึ่งคำตอบสำคัญก็คือ เราต้องใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของ Geographic การเป็นศูนย์กลางของอาเซียนที่มีประชากร 700 ล้านคน และยังมีโอกาสเชื่อมโยงกับประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก ทำเล ทำให้มีภัยธรรมชาติน้อย
ส่วนในประเด็นของปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ วันนี้มีการประกาศสงคราม ไทยจะต้องรักษาจุดยืน เป็นประเทศที่ไม่เป็นศัตรูกับใคร ทำให้สามารถเชื่อมโยงและดึงดูดการลงทุนได้
เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตกบต้ม
“ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เคยพูดถึงวิกฤตเรื่องกบต้ม คือ การที่เป็นกบ หมายถึงเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการปรับตัวได้ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเกิดวิกฤตก็เหมือนกับถูกต้ม ก็ตายไปแล้ว เศรษฐกิจไทยเช่นกัน มีสัญญาณการชะลอตัวมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตโควิดแล้ว”
โดยเศรษฐกิจไทยแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ ปี 1994-1996 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 7.3% พอมาปี 1997 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง จากนั้นช่วงปี 1999-2007 เศรษฐกิจไทยเติบโต 5.2% และในช่วงปี 2010-2019 เศรษฐกิจไทยเติบโต 3.6% ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
ล่าสุดจากนั้นหลังจากปี 2557 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยโตอยู่แค่ 3% เปรียบเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนแล้วหรือประเทศอื่นในโลกแล้ว ไทยมีอัตราการฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ทั้งยังมีสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีเพียงแค่ 26.3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการลงทุนในโลกที่อยู่ที่ 25.4%
โควิดถล่มซ้ำต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ
“เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตโควิด ปัจจุบันอัตราการเติบโตของ GDP ยังอยู่ที่ 1.8% ต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค ซึ่งพวกที่อยู่บนหอคอยอาจจะมองว่าธรรมดามาก ไม่วิกฤต แต่หากดูหนี้สินต่อครัวเรือนก็จะพบว่าสัดส่วนหนี้สูงมาก แม้จะมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเติบโตแต่ไม่ได้เติบโตอย่างที่คาด คนที่รวยสัดส่วน 10% ของประเทศ เขาพ้นทุกข์ไปแล้ว แต่คนที่จนอีก 50% ของประเทศ มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน คนเหล่านี้อยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มจาก 70% ปัจจุบันอยู่ที่ 91.6% ต่อ GDP การเป็นหนี้ของไทยถือว่าเป็นอันดับ 7 ของโลก”
เดินหน้าดิจิทัลวอลเลต ต้องรัดกุม
“เราอาจจะไม่ตอบชัดว่าเศรษฐกิจไทยวิกฤตหรือไม่วิกฤต แต่ต้องยอมรับว่าถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นแบบนี้จำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลวอลเลต ต้องเดินหน้าต่อ การประชุมวัน 15 กุมภาพันธ์ 2567 เรามองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็น แต่ต้องรอบคอบและดูเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รัดกุมเป็นสำคัญ”
ดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของประเทศไทย
ขณะเดียวกันไทยจะต้องดึงศักยภาพในการลงทุน เพราะหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งรัฐบาลได้เดินทางไปโรดโชว์เพื่อดึงดูดนักลงทุนในหลายประเทศ หรือในปีนี้ก็มีการพบกับผู้นำหลายประเทศ เช่น เยอรมนี กัมพูชา ซึ่งทำให้ไทยเห็นว่าเรามีศักยภาพหลายด้านที่ถูกละเลย อาทิ การดึงดูดการท่องเที่ยว การขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล
พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการดำเนินการในหลาย ๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น การดึงดูดการลงทุน EV จากจีน ทำให้ขณะนี้มีบริษัท EV จีน 4 บริษัทจากทั้งหมด 7 บริษัทเข้ามาลงทุนในประเทศไทย การดึงดูดการลงทุนจากบริษัท AWS Microsoft Google และ Apple เป็นต้น
ซึ่งหัวใจสำคัญที่เป็นปัจจัยของความสำเร็จที่มีอยู่ 3 ด้าน คือ 1.ทิศทางเศรษฐกิจจะต้องถูกต้องและชัดเจน 2.มีการดูแลและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องคมนาคม การแก้ไขกฎหมายเพื่อ Ease of Doing Business และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์