BPP กำไรสุทธิ ปี 66 โต 74% จ่อลงทุน 500 ล้านเหรียญ อัพกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,000 MW – 5 ธุรกิจโซลูชั่นพลังงาน ลุย 4 ประเทศเป้าหมายลงทุน M&A สหรัฐ จีน ไทย และม้ามืดมาแรง “อินโดนีเซีย” หนุนขายไฟเสรี-ลดไฟสำรอง สร้างสมดุลพลังงาน เตรียมเปลี่ยน CEO คนใหม่ “อิศรา นิโรภาส” 2 เม.ย. 67
วันที่ 7 มีนาคม 2567 นายกิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP กล่าวว่า เป้าหมายของรายได้ของปี 2567 ต้องเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2566 จากที่ได้เตรียมซื้อธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อให้เติบโตรายได้และความสามารถทำกำไร รักษาความสามารถในการเติบโตไม่ต่ำกว่าปี 2566 โดยวางงบประมาณลงทุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเพิ่มกำลังผลิตอีกประมาณ 1,000 กว่าเมกะวัตต์
ทั้งนี้ การลงทุนตลอดระยะ 3 ปีที่ผ่านมาจะเป็นการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซความร้อนร่วม ได้แก่ โรงไฟฟ้า NAKOSO และโรงไฟฟ้าในสหรัฐอีก 2 แห่ง เพราะโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นพลังงานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก เพราะเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ อย่างไฮโดรเจนยังอยู่ระหว่างการพัฒนา รวมไปถึงการลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจพลังงาน อาทิ โรงไฟฟ้าโลจิสติกส์สายส่งที่มีโอกาสทางการลงทุน
“แผน PDP ฉบับใหม่แสดงให้เห็นถึงนโยบายที่ชัดเจนของไทยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งสร้างโอกาสเข้าธุรกิจพลังงานทดแทนและเกี่ยวเนื่องจากพอร์ตบ้านปู เน็กซ์ มีเรื่อง BESS และ E-mobility ตอบสนองเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้ไฟสะอาดและลดการใช้น้ำมัน ทำให้ธุรกิจอีวีและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานสะอาดจึงได้ลงทุนผ่านบ้านปู เน็กซ์
ปัจจุบันการศึกษาโครงการใช้แอมโมเนียมา co-firing ในโรงไฟฟ้า BLCP ที่ได้ทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น คาดผลศึกษาเสร็จสิ้นมีนาคม 2567 และนำผลการศึกษาที่ได้ไปเสนอให้กับผู้มีส่วนได้เสียและ policy maker ต่อไป”
BPP ปี 66 ทุบสถิติ EBITDA โต 48%
ผลการดำเนินงานปี 2566 BPP มีรายได้รวม 30,443 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 12,262 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 48% เป็นผลจากการดำเนินการโรงไฟฟ้าในสหรัฐ และโรงไฟฟ้า BLCP ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพิ่มขึ้น 36% และมีกำไรสุทธิ 5,319 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่ม 74%
ในปี 2566 บริษัทได้เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple II ในรัฐเทกซัส ซึ่งอยู่ติดกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนเมื่อปี 2564 และผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐ ที่มีอยู่ครบวงจรทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไปจนถึงการขายไฟฟ้าในตลาดค้าส่ง (Wholesale) และตลาดค้าปลีก (Retail)

รวมถึงร่วมลงทุนในโครงการ Cotton Cove ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ (Barnett) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่ธุรกิจดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ในสหรัฐ ซึ่งสามารถนำประสบการณ์ไปพัฒนาต่อยอดกับธุรกิจโรงไฟฟ้าได้ในอนาคต ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHPs) ในจีนทั้ง 3 แห่ง มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากการปรับตัวลดลงของราคาเชื้อเพลิงและรายได้จากการขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission Allowances – CEA)
ปั๊มยอดพลังงานหมุนเวียนสู่ 500 MW
ปัจจุบันมีกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนรวม 225 เมกะวัตต์ โดยเราวางเป้าไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ในปี 2568 พอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดปี 2566 จากโซลาร์รูฟท็อปและโซลาร์ลอยน้ำมีกำลังผลิตรวม 335 เมกะวัตต์ โดยแบ่งได้เป็น 4 ประเทศ ดังนี้
1. ประเทศไทย บ้านปู เพาเวอร์ได้ลงนามลงทุนเพิ่มการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอีก 2 เมกะวัตต์ ทำให้ ณ ปัจจุบัน มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 98 เมกะวัตต์
2. จีน เรามีโครงการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา Zhengding CHP มีกำลังผลิตรวมที่ตกลงทั้งสิ้น 66 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันติดตั้งไปแล้ว 12.9 เมกะวัตต์
3. เวียดนาม เรามีบริษัท Solar ESCO ที่มีกำลังผลิตรวมที่ตกลงไว้แล้ว 40 เมกะวัตต์ ขณะที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตที่ดำเนินการไปแล้ว 13.3 เมกะวัตต์
4. อินโดนีเซีย บริษัท IBP ได้ลงนามสัญญาก่อสร้างผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาแบบ PPA (Power Purchasing Agreement) จำนวน 9 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง ปัจจุบันมีกำลังผลิตที่ติดตั้งไปแล้ว 7 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง จากการลงนามครั้งนี้ทำให้บ้านปู พาวเวอร์มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมในอินโดนีเซีย จำนวน 25 เมกะวัตต์
ในส่วนธุรกิจ Smart cities and Energy management เรามีเป้าหมายที่จะให้บริการได้มากกว่า 60 โครงการในปี 2568 ซึ่งปัจจุบันมี 27 โครงการ ผ่าน Banpu Next EcoServe ที่ให้บริการด้านโซลูชั่นพลังงานทั้งสิ้น 25 สัญญา ซึ่งเป็นการบริหารจัดการระบบความเย็นจากส่วนกลางขนาด 21,500 ตัน
BPP ลุยธุรกิจโซลูชั่นพลังงานเต็มกำลัง
ธุรกิจ Battery Energy Storage System (BESS) เติบโตต่อเนื่อง ที่ผ่านมา บ้านปู เพาเวอร์ได้เข้าไปลงทุนบริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (SVOLT Thailand) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายลิเทียมไอออนสำหรับรถไฟฟ้า ตั้งเป้าผลิต 60,000 ชุดต่อปี ด้วยกำลังผลิต 2 จิกะวัตต์ต่อชั่วโมง คาดว่าโรงงานจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2567 ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักคือเป็นกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนไฟฟ้าไทย
นอกจากนี้เรายังร่วมมือกับ Durapower ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังผลิตของระยะที่ 2 โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตอีก 2 จิกะวัตต์ต่อชั่วโมง และโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าที่ทำสัญญาไว้แล้วจำนวน 3 ราย
ทั้งยังมีโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มขนาดใหญ่ที่เมืองโตโนะ (Tono) จังหวัดอิวาเตะ (Iwate) ในญี่ปุ่น ที่กำลังเดินการก่อสร้างระยะที่ 2 เพื่อเชื่อมโครงข่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าญี่ปุ่น ซึ่งแล้วเสร็จไปแล้ว 87% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 2 ปี 2568 มีเป้าหมายเพื่อการต่อยอดในธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) รวมถึงการลงทุนในโอยิกะ (Oyika) สตาร์ตอัพสิงคโปร์ ผู้ให้บริการโซลูชั่นสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (Battery Swap Solutions)

ส่วนธุรกิจ E-Mibility ขยายเครื่องข่ายผ่านทางพัธมิตร ซึ่งธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท EVOLT ได้ติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าไปแล้วจำนวน 771 จุด พร้อมเพิ่มสัญญาติดตั้งสถานีติดตั้งสำหรับกลุ่มลูกค้าชั้นนำ อาทิ กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า AION HONDA และ Tesla รวมถึงสถานีบริการน้ำมันอย่าง Shell และการติดตั้งจุดชาร์จในที่อยู่อาศัย โครงการ Mulberry Groove Condo
รวมถึงยังมีธุรกิจรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MUVMI โดยที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเพราะมีผู้ใช้บริการถึง 9 ล้านกว่าคน และมีรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าที่วิ่งสัญจรถึง 600 คัน อีกทั้งเรายังมีโครงการ HAUP CAR ที่ขยายฐานลูกค้าไปมากกว่า 300,000 คน นอกจากนี้ยังให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวระหว่างสนามบิน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท Trip.com
อีกธุรกิจที่น่าจับตามอง Energy Trading ซึ่งตั้งเป้า 2,400 จิกะวัตต์ต่อปีภายในปี 2568 โดยที่ผ่าน เราทำยอดสูงสุดถึง 760 จิกะวัตต์ต่อชั่วโมงผ่านการทำสัญญากับลูกค้ากว่า 658 ราย เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2566 ที่มีลูกค้าอยู่ที่ 470 ราย อันเป็นผลจากกลยุทธ์กำหนดราคา เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านการทำสัญญากับผู้ใช้ไฟรายย่อย สะท้อนให้เห็นถึงคความมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่งต่อเนื่อง
หน้าต่างสู่อนาคต โอกาสทางธุรกิจ BPP
นายกีรณกล่าวว่า การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนมากมาจากภาคการขนส่ง จึงต้องลดการพึ่งพาน้ำมันแล้วหันไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามาขึ้นส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากหันไปที่ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน หากพลังงานจากก๊าซถือเป็นพลังงานในการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ถ้าสามารถทำโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Sequestration : CCS) ในเชิงพาณิชย์ก็สามารถใช้พลังงานฟอสซิสได้ อย่างสหรัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยนโยบาย inflation reduction act ซึ่งเราก็ได้มีลงทุนไป 1 โครงการ นั่นคือ “Barnett Zero” กับบริษัทในเครือบ้านปู
ทว่าถ้าจะรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทำให้การมีระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ เพราะสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในแต่ละประเทศไม่เพียงพอต่อความใช้งาน รวมถึงสภาพภูมิประเทศและอากาศที่อาจส่งผลต่อกำลังการผลิตอีกด้วย
ต่อมาคือเรื่องการซื้อขายพลังงาน (Energy trading) เป็นโมเดลธุรกิจที่กำลังมาแรงเพราะภาคเอกชนที่แข็งแกร่งทั้งด้านการเงินและฐานการผลิต จึงหลายประเทศหันไปเล่นเรื่องนี้กันมากขึ้น อย่างเวียดนามที่เปิดประมูลไฟฟ้าและในอนาคตก็กำลังจะเข้าสู่ระบบ Peer to Peer นอกจากการขายไฟให้กับภาครัฐแล้ว สามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินขายให้กับเอกชนใกล้เคียงซึ่งมีประเทศที่เริ่มดำเนินการแล้วอย่างสหรัฐและออสเตรเลียอีกทั้ง ธุรกิจ CCS ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลสหรัฐ
นอกจากนี้ที่จีน เรายังมีการขาย carbon emission allowance จากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าหลวนหนานที่สามารถปล่อยคาร์บอนได้น้อยกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดไว้ 20-30% ซึ่งสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตกว่า 130,000 ล้านบาท
เตรียมซื้อโรงไฟฟ้าใหม่ จับตา 4 ประเทศเป้าหมาย
ขณะนี้มีหลายโครงการจากหลายประเทศที่น่าสนใจ อาทิ สหรัฐ ที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรรมชาติยังจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตามเทรนด์พลังงานใหม่อย่าง 3Ds ที่ว่าด้วยเรื่อง Decarbonization (การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) Digitization (การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล) และ Decentralization (การกระจายศูนย์) รวมถึงการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในรัฐเทกซัสยังมีโอกาสอีกมาก
นอกจากสหรัฐแล้วยังมีอีกประเทศที่น่าจับตามองคือ จีน เพราะถือว่าเป็นประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจ รวมถึงไทยเองก็ยังเป็นอีกตลาดที่น่าลงทุนเพราะไทยถือว่าติด Top 10 ของประเทศที่มีอัตราการใช้รถอีวีสูงสุด
ทว่าอีกประเทศที่เป็นม้ามืดนั่นคือ อินโดนีเซีย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกอบกับบ้านปูถือว่ามีรากฐานที่แข็งแกร่งในอินโดนีเซียมามากกว่า 30 ปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโซลาร์รูฟท็อปไปแล้ว 3 เมกะวัตต์ รวมถึงมีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ PPA อีก 9 เมกะวัตต์ อีกทั้งอินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ลดไฟสำรอง ปรับสมดุลไฟฟ้า
นายกีรณกล่าวว่า เมื่อพูดถึงพลังงานจะต้องนึกถึง 3 เหลี่ยมที่จะต้องพิจารณาตลอดเวลา ได้แก่ราคาเข้าถึงได้ ความเสถียร และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผมเชื่อว่า ทุกนโยบายมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เมื่อตัดสินใจแล้วไม่สามารถหันหลังกลับได้ ดังนั้นการลดสำรองไฟฟ้าก็น่าทำให้ความต้องการใช้และกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสมดุลมากยิ่งขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามการปรับลดไฟฟ้าสำรองไม่ได้กระทบกับบ้านปู พาวเวอร์ เพราะโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งที่เรามีอยู่ในมือก็มีอยู่ในพอร์ตมานานแล้ว ซึ่งทั้ง 2 โรงไฟฟ้าล้วนเป็นไฟฟ้าราคาถูก (base load) ที่ยังจะต้องควบคุมค่าต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่ภาครัฐกำหนด โดยเราจะไม่มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกแล้ว
“กีรณ” ส่งไม้ต่อ CEO “อิศรา”
คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ นายอิศรา นิโรภาส ผู้อำนวยการสายอาวุโส-สายงานปฏิบัติการธุรกิจไฟฟ้า บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 2 เมษายน 2567 โดยนายกิรณ ลิมปพยอม จะดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operation Officer : COO) ของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการบริหารจัดการการดำเนินงาน (Operation) ของธุรกิจแหล่งพลังงานและธุรกิจผล
