เปิด 3 สูตรค่าเอฟที กกพ.จ่อเคาะค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 2567 ที่ 4.18 บาท จากอะไร

คมกฤช ตันตระวาณิชย์
คมกฤช ตันตระวาณิชย์

กกพ. เปิดรับฟังความเห็นสูตรคำนวณค่าเอฟทีงวด พ.ค.-ส.ค. 2567 ระหว่าง 7-22 มีนาคม 2567 คาดโอกาสเคาะตรึงค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.18 บาท/หน่วย (เท่าเดิม) สะท้อนต้นทุน LNG ขาลง ค่าเอฟที 39.72 สตางค์/หน่วย พร้อมคืนหนี้ กฟผ. 14,000 ล้านบาท พร้อมชงกระทรวงพลังงานหามาตรการช่วยกลุ่มเปราะบาง 1,800 ล้านบาท

วันที่ 8 มีนาคม 2567 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ในการประชุมครั้งที่ 11/2567 (ครั้งที่ 896) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 มีมติรับทราบภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจริงประจำรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566

และเห็นชอบผลการคำนวณประมาณค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567 พร้อมให้สำนักงาน กกพ.นำค่าเอฟทีประมาณการและแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ.ไปรับฟังความคิดเห็นในกรณีต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 8-22 มีนาคม 2567 ดังนี้

กรณีที่ 1 (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างทั้งหมด 99,689 ล้านบาทในงวดเดียว) แบ่งเป็นค่าเอฟทีขายปลีกประมาณการ ที่สะท้อนต้นทุนเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567 จำนวน 19.21 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชำระภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ.จำนวน 99,689 ล้านบาท ในงวดเดียว หรือ 146.03 สตางค์ต่อหน่วย รวมเป็นค่าเอฟทีเรียกเก็บ 165.24 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567 เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นเป็น 5.4357 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 4 งวด) แบ่งเป็นค่าเอฟทีขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567 จำนวน 19.21 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชำระภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ.จำนวน 99,689 ล้านบาท ภายใน 4 งวด ๆ ละจำนวน 24,922 ล้านบาท หรือ 36.51 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟทีเรียกเก็บที่ 55.72 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567 เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็น 4.3405 บาทต่อหน่วย

Advertisment

กรณีที่ 3 (ตรึงค่าเอฟทีเท่ากับงวดปัจจุบันตามที่ กฟผ.เสนอ หรือจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างประมาณ 7 งวด) แบ่งเป็นค่าเอฟทีขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567 จำนวน 19.21 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชำระภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ.จำนวน 99,689 ล้านบาท ประมาณ

7 งวด ๆ ละ จำนวน 14,000 ล้านบาท หรือ 20.51 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟทีเรียกเก็บคงเดิมที่ 39.72 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับเดือน พ.ค.-ส.ค.  2567 เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วย แล้วทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็น 4.1805 บาทต่อหน่วย เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน

ทั้งนี้ ทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้นยังไม่รวมเงินภาระคงค้างค่าก๊าซที่เกิดจากนโยบายที่ให้รัฐวิสาหกิจที่นำเข้าก๊าซเรียกเก็บราคาค่าก๊าซเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 คงที่ตามมติ กพช. จึงมีส่วนต่างราคาก๊าซที่เกิดขึ้นจริง และราคาก๊าซที่เรียกเก็บ (AF Gas) โดยภาระดังกล่าวยังคงค้างที่ ปตท. (เฉพาะในส่วนของการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบ) เป็นจำนวนเงิน 12,076 ล้านบาท และยังคงค้างที่ กฟผ.เป็นจำนวนเงิน 3,800 ล้านบาท รวม 15,876 ล้านบาท

Advertisment

เลขาฯ กกพ. ชี้โอกาสตรึง 4.18 บาท

นายคมกฤชกล่าวว่า มีโอกาสที่ กกพ.จะพิจารณาค่าเอฟทีเรียกเก็บรอบ พ.ค.-ส.ค. 2567 ในอัตรา 39.72 สตางค์ต่อหน่วย พร้อมคืนหนี้ กฟผ. 14,000 ล้านบาท เป็นเวลา 7 งวด โดยยังคงรักษาระดับอยู่ที่ระดับ 4.18 บาทต่อหน่วย ตามที่ กฟผ.เสนอเป็นเรื่องที่เหมาะสม

“กรณีนี้เหมาะสมทั้งในเชิงการเมือง ประชาชน และสภาพคล่องของ กฟผ. เพราะคิดว่าเป็นตัวเลขที่ทุกฝ่ายรับได้ ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงหน้าร้อนจึงไม่อยากจะให้ค่าไฟมีผลต่อความรู้สึกของประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องใข้ไฟฟ้าอย่างประหยัด โดยคำนึงถึงว่าการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่พึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นหลักหากมีการใช้ไฟสูง การผลิตในประเทศแนวโน้มลดลง ก็จะมีการนำเข้าปริมาณมาก”

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคำนวณ

สำหรับผลการคำนวณประมาณค่าเอฟทีและแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ.ทั้ง 3 กรณีที่กล่าวข้างต้นนั้น เป็นไปตามการประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงโดย ปตท. และ กฟผ.นำค่าประมาณการดังกล่าวมาคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งสำนักงาน กกพ.ได้จัดทำสรุปสมมุติฐานที่ใช้ในการประมาณการค่าเอฟทีรอบคำนวณเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 เทียบกับการคำนวณในปีฐาน พ.ค.-ส.ค. 2558 และรอบประมาณการค่าเอฟทีเดือน พ.ค.-ส.ค.  2567

ซึ่งมาจาก 4 ปัจจัยคือ 1) คาดการณ์การใช้ไฟฟ้าปี 2567 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 5,349 หน่วย 2) อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการคำนวณการนำเข้าเดิมอยู่ที่ 35.83 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 35.34 บาท ดีขึ้นเล็กน้อย

3) ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งคาดการณ์โดย ปตท.ได้จัดทำสมมุติฐานราคา Pool Gas อยู่ที่ 300.3 เหรียญสหรัฐ/MMBTU ซึ่งลดลงจากการคาดการณ์ของแผน 333.5 เหรียญสหรัฐ เป็นผลจากราคา LNG ในตลาดโลกลดลง

“ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ารอบ พ.ค.-ส.ค. 2567 ลดลง มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนราคา LNG ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลทำให้ราคาประมาณการ Pool Gas ลดลงจาก 333 ล้านบาทต่อล้านบีทียู เป็น 300 ล้านบาทต่อล้านบีทียู”

4) การคาดการณ์ข้อมูลในด้านปริมาณก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาที่นำเข้าลดลงต่ำกว่าเดิม จาก 700-800 ล้านลูกบาศก์ฟุต เหลือ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุต และมีแนวโน้มว่าจะต่ำแบบถาวร (และสถานะล่าสุดคือมีน้ำไหลเข้าแหล่งผลิตจึงทำให้ไม่สามารถผลิตได้เต็มที่) ฉะนั้น จึงต้องมีการนำเข้า LNG มาทดแทน ส่วนปริมาณก๊าซในอ่าวไทยทุกแหล่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต้องประเมินว่าในระยะยาวจะมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็นเท่าไร

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแหล่งเอราวัณจะมีแผนทยอยปรับเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจาก 400 เป็น 800 ล้านลูกบากฟุตต่อวันในเดือน เม.ย. 2567 แต่ประมาณการปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ได้จากอ่าวไทยเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับเดิมหรือลดลงเล็กน้อย

“ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาถูกลง ไม่ได้มาจากเอราวัณ แต่มาจาก LNG ในตลาดโลกถูกลง แต่ถ้าราคา LNG แพงขึ้นก็สวิตช์ไปใช้ถ่านหิน แต่ตอนนี้ lng ถูกก็ต้องมาดูเรื่องการบริหารจัดการเทอร์มินอล”

อีกทั้งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเมียนมายังมีแนวโน้มที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพื่อเสริมปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ขาดหายและเสริมความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในปัจจุบันและในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง

ดังนั้น สำนักงาน กกพ.จึงขอเชิญชวนผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมกันตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ให้มีสภาพการใช้งานที่ดี เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศร้อน ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้า LNG ลดการเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดรอบใหม่ (New Peak Demand) ในระบบไฟฟ้า และยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย

เสนอกระทรวงช่วยกลุ่มเปราะบาง

สำหรับการพิจารณาเลือกใช้สมมติฐานค่าไฟในอัตรา 4.18 บาทนั้น ทาง กกพ.ก็ได้มีความเห็นเสนอต่อกระทรวงพลังงานในการช่วยเหลือค่าไฟให้กับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งทางกระทรวงให้ กกพ.คำนวณเม็ดเงิน ทางเราคาดว่าจะใช้เม็ดเงินประมาณ 1,800 ล้านบาท ประเด็นนี้เป็นหน้าที่ที่กระทรวงพลังงานจะต้องไปจัดหาแหล่งเงิน สำหรับช่วยเหลือประชาชนในลำดับต่อไป