เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คลัง-กรมโลกร้อน หนุนหลักสูตรจุฬาฯ ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นหัวใจธุรกิจไทย

27 ก.พ. 2569 | 13:55น.

ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังและอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ หรือ กรมโลกร้อน ร่วมเปิดหลักสูตร TOP Green PLUS รุ่น 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือหัวใจของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและพาไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจและองค์กรชั้นนำ จัดพิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรให้สามารถพลิกความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เปิดมุมมองใหม่ในการสร้างคุณค่า เสริมความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในมิติเศรษฐกิจและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยชี้ว่าความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาทรัพยากรน้ำ มลพิษ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ กำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริงของภาคธุรกิจมากขึ้น

พร้อมส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเร่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และผลักดันแนวคิด Research to Commercial เพื่อขยายการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้จริง

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี
ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี

ขณะที่ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลักสูตรนี้มุ่งเน้นความยั่งยืนที่ไปไกลกว่าการทำ CSR หรือการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างธุรกิจสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนในพลังงานทางเลือก การสร้างตลาดคาร์บอน และการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

“ไทยไม่ควรเพียงแค่วิ่งตามมาตรฐานโลก แต่ต้องปรับปรุงทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อวิ่งนำหน้า โดยใช้โอกาสจากความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งออกองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังต่างประเทศ”

จุฬาฯ ชู Sustainability สู่ Regeneration

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง TOP Green PLUS รุ่นที่ 2 ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เนื้อหาในหลักสูตรนี้จะเข้มข้นกว่าเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อนำพาองค์กรและประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่มากกว่าความยั่งยืน

โดยเน้นแนวคิดจาก Sustainability สู่ Regeneration คือการก้าวข้ามแนวคิดความยั่งยืนแบบเดิมที่เน้นเพียงการรักษาไว้ให้คงอยู่ แต่เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Regeneration หรือการพัฒนาและฟื้นฟูควบคู่กันไป หลักสูตรนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนร่วมกันค้นหาคำตอบสำหรับ SDG ข้อที่ 18 ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ปรับเปลี่ยน (Customize) ให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการดำเนินตามกรอบ 17 ข้อของสหประชาชาติ (UN) เพียงอย่างเดียว

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช

 

ด้าน รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ ตระหนักถึงความผันผวนของโลก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว

TOP Green PLUS รุ่นที่ 2 นำความรู้สู่การลงมือทำ เน้นผู้บริหารระดับสูง (CEO) ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยพัฒนาต่อยอดจากรุ่นที่ 1 ที่เน้นการให้ความรู้ มาเป็นการเน้น ‘การปฏิบัติจริง’ (Practical Implementation) เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้ทันที

“ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรูหรืออุดมการณ์ แต่ต้องใช้ได้จริง โดยหลักสูตร Top Green PLUS รุ่นที่ 2 จะมีกรณีศึกษา (Case Study) ที่หลากหลาย เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ทั้งระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ การใช้เกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Game) เพื่อวางแผนรับมือวิกฤตและการอพยพจากภัยพิบัติ”

สำหรับปีนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), UN Global Compact Network Thailand, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกำกับดูแล การใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการขยายผลสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง