Skip to content

GDP โตแค่นี้ เศรษฐกิจดีแค่ไหน ? (2)

23 พ.ย. 2565 | 09:11น.
GDP โตแค่นี้ เศรษฐกิจดีแค่ไหน ? (2)
คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : ดร.มณฑลี กปิลกาญจน์, ดร.นครินทร์ อมเรศ, จีรพรรณ โอฬารธนาเศรษฐ์
       ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในบทความตอนก่อน ประมาณการ GDP ปีนี้ที่โตได้ 3.3% สามารถสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยดี บนฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้ หากเกิดจากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ฟื้นตัวเต็มที่ และภาวะเศรษฐกิจโลกไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

การประเมินว่า GDP โตดีหรือไม่นั้น นอกจากในมิติเวลา ทั้งการเทียบกับอดีตอันใกล้ และการเติบโตในห้วงเวลาหลายทศวรรษ ดังที่เล่าไปในตอนก่อนแล้วอีกวิธีหนึ่ง คือ การเทียบเคียงกับช่วงที่เติบโตเป็นปกติ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ (benchmark) โดยขอขอบคุณ ดร.สุรัช แทนบุญ ผู้คร่ำหวอดด้านนโยบายการเงิน ที่ให้ความเห็นว่าควรหยิบยกช่วงเวลาที่ไม่ได้มีปัจจัยแทรกซ้อนจนผันผวนในระยะสั้น ทั้งด้านบวกด้านลบ

และควรคำนึงถึงช่วงที่ครอบคลุมกระแสการเปลี่ยนแปลงที่มีผลสืบเนื่องไปในระยะยาวด้วย ในวันนี้จึงขอเชิญทุกท่านแลกเปลี่ยนความคิดผ่านการหยิบยกตัวเลขในช่วงเวลาปกติ เพื่อให้มุมมองฉากทัศน์ (scenarios) ของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ในภาพรวม GDP ไทยโตเฉลี่ย 3.6% ในช่วงปี 1991-2021 โดยในช่วงแรกของการพัฒนาการจะมีการเร่งเติบโตเร็วกว่าในช่วงหลัง อย่างไรก็ดี เมื่อใช้แบบจำลองประเมินองค์ประกอบของการเติบโตจากการใช้ปัจจัยการผลิตแล้ว จะพบว่ามีช่วงเวลาที่การเติบโตใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยทั้งช่วง คือ ในช่วงปี 2017-2019 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเต็มที่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ได้พบสัญญาณการเร่งของอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างเริ่มแสดงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ช่วงเวลาดังกล่าว สภาพัฒน์รายงานว่า เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 3.5% จากการเติบโตของผลิตภาพรวม 2.1% และการสะสมทุน 1.4% ซึ่งการศึกษาของ จิตเกษม พรประพันธ์ และคณะ 2565 ได้ใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติ ผนวกกับการใช้ข้อมูลจุลภาคในระดับรายละเอียด (micro/granular data) เพื่อจำแนกการเติบโตในระดับความถี่รายเดือน รายจังหวัด และรายสาขากิจกรรมทางเศรษฐกิจย่อย และประเมินว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ (potential GDP growth) 3.7%

โดยพบว่าการเติบโตด้านการใช้ทุน 1.6% การเคลื่อนย้ายทุนไปยังสาขาเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น 0.2% ขณะที่มีการเติบโตของผลิตภาพรวมภายในสาขาเศรษฐกิจ 2.1% แต่ปัจจัยด้านแรงงานหดตัว -0.2% และการเคลื่อนย้ายแรงงานไม่ได้ส่งผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อมองไปข้างหน้าอาจแบ่งฉากทัศน์การเติบโตออกเป็น

กรณี Better 3.9% ตามที่แบบจำลองทางเศรษฐมิติได้สกัดค่าเฉลี่ยที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในแต่ละพื้นที่ และช่วงเวลามีการใช้ปัจจัยการผลิตได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในด้านผลิตภาพรวมภายในแต่ละสาขาเศรษฐกิจที่โตได้มากถึง 2.8% ขณะที่การสะสมทุนช่วยให้โต 0.8% และการเคลื่อนย้ายทุนยังส่งผลบวก 0.7%

กรณี Medium 3.0% โดยได้รับผลกระทบจากการก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งไม่เพียงทำให้ปัจจัยด้านแรงงานส่งผลลบ -0.2% แต่ทำให้เกิดแนวโน้มเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังกิจกรรมที่มีผลิตภาพลดลง จนส่งผลลบ -0.4%

กรณี Worse 2.4% ซึ่งนอกจากผลลบด้านแรงงานจากภาวะสังคมสูงวัยแล้ว บาดแผลจากวิกฤตช่วงโควิด-19 อาจส่งผลต่อเนื่องให้การสะสมทุนเหลือผลบวกเพียง 0.5% (พิสชา คำบุยา และปัณฑา อภัยทาน 2565) ขณะที่ผลิตภาพรวมภายในสาขาเศรษฐกิจ 1.8% หากการใช้ระบบอัตโนมัติในภาคการผลิตทำได้ไม่เต็มที่ (กัมพล พรพัฒนไพศาลกุล และคณะ 2565) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรง ทำให้ผลิตภาพในภาคเกษตรลดลง (พรพรรณ รุจิวาณิชย์ และคณะ 2565)

GDP ที่คาดว่าจะโต 3.3% ในปี 2022 ยังต่ำกว่าระดับศักยภาพในช่วงปี 2017-2019 แต่สูงกว่ากรณีที่ผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างส่งผลลบชัดเจน เมื่อประเมินได้ดังนี้แล้ว ก้าวต่อไป คือ การออกแบบนโยบายบนฐานของการวิเคราะห์เพื่อชี้นำให้เศรษฐกิจไทยบรรลุเป้าหมาย (prescriptive analytics) ซึ่งเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในปัจจุบันมีความพร้อมที่จะเป็นฐานให้ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ดำเนินนโยบายภาครัฐ ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ร่วมกันสร้างกลไกการทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบไตได้เต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

GDP ปัญหาเศรษฐกิจ