ส่องกำไร UBA ก่อนเทรด mai วันแรก 7 ธ.ค.

บมจ. ยูทิลิตี้ บิสิเนส อัลลายแอนซ์ เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)  ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,020 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “UBA

วันที่ 6 ธันวาคม 2565 บมจ.ยูทิลิตี้ บิสิเนส อัลลายแอนซ์ เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในราคาหุ้นละ 1.70 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 289 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,020 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “UB”

โดย UBA เป็นบริษัทในกลุ่มของ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) และ บมจ.สยามอีสต์ โซลูชั่น (SE) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำในการให้บริการด้านการจัดการน้ำแบบครบวงจรของประเทศไทย โดยให้บริการครอบคลุมใน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ งานระบบบำบัดน้ำเสีย งานอุโมงค์ระบายน้ำ และงานระบบน้ำประปา ภายใต้ 2 ประเภทบริการหลัก ได้แก่ การให้บริการงานด้านวิศวกรรมและจัดหาอุปกรณ์ และการให้บริการจัดการเดินระบบและบำรุงรักษา

ปัจจุบัน UBA เป็นผู้ให้บริการจัดการน้ำเสียเอกชนรายใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร และเป็นบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ได้รับให้ดูแลงานอุโมงค์ระบายน้ำให้กับกรุงเทพมหานคร โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการให้กับกรุงเทพมหานคร จำนวน โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีก โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,200 ล้านบาท ในงวด เดือนปี 2565 บริษัทมีรายได้การให้บริการจัดการเดินระบบและบำรุงรักษา การให้บริการงานด้านวิศวกรรมและจัดหาอุปกรณ์ประมาณ 87 : 13 และเป็นสัดส่วนรายได้จากภาคราชการ เอกชนประมาณ 84 : 16

สัดส่วนรายได้

รายได้ของบริษัทจำแนกตามประเภทรายได้ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) รายได้จากบริการ ซึ่งเกิดจากการให้บริการจัดการเดินระบบและบำรุงรักษาแบบครบวงจร (IOM) และการให้บริการงานวิศวกรรม และจัดหาอุปกรณ์ ได้แก่ การออกแบบให้คำปรึกษา การก่อสร้างพื้นที่ในการติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ และการจัดซื้อ ติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ และ 2) รายได้จากการขาย ซึ่งเกิดจากการขายสินค้า และ 3) รายได้อื่น เช่น ดอกเบี้ยตามสัญญา ดอกเบี้ยรับ กำไรจากการขายสินทรัพย์ และยอดรับคืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น

โครงสร้างรายได้ของบริษัทจำแนกตามประเภทรายได้ สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ถึง 2564 และสำหรับงวดเก้าเดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 และ 2565 สามารถแสดงได้ตามตารางต่อไปนี้

สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานย้อนหลัง (ปีบัญชี)

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ถึง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 และ ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีส่วนของ ผู้ถือหุ้น เท่ากับ 161.03 ล้านบาท 198.94 ล้านบาท 243.21 ล้านบาท และ 288.65 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2563 ปี 2564 และสำหรับงวดเก้าเดือนแรกปี 2565 บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มสูงขึ้นจากส่วนของกำไรสุทธิ และในปี 2564 บริษัทมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมจำนวน 175.00 ล้านบาท เพื่อนำมาเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทฯ จำนวน 175.00 ล้านบาท

Advertisement

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรของบริษัท ก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็น ครั้งแรก (IPO) เป็นจำนวน 26.88 ล้านบาท (กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565)

โดยผลกระทบทางงบการเงินจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลดังกล่าว สามารถสรุปได้ตามตารางด้านล่าง ทั้งนี้ จำนวนเงินปันผลที่จ่ายในอดีต มิได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงจำนวนเงินปันผลที่จะจ่ายในอนาคต

โครงสร้างผู้ถือหุ้น

รายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 และภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ สรุปได้ดังนี้

ขายไอพีโอ 170 ล้านหุ้น 

บริษัทเสนอขาย 170,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 28.33 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ในครั้งนี้

แผนระดมทุน

บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้หลังหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์เป็นเงินสุทธิประมาณ 270.95 ล้านบาทไปใช้ดังต่อไปนี้

จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 30%

บริษัทมีนโยบายในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30.00 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีจากงบฯเฉพาะกิจการ และหลังหักเงินสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามกฎหมายกำหนดในแต่ละปี โดยบริษัทจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผลโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นเป็นหลัก และการจ่ายปันผลนั้นจะต้องไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามปกติของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ