วิจัยกรุงศรี ปรับจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่ง 25-28 ล้านคน อานิสงส์จีนเปิดประเทศ

นักท่องเที่ยวจีน
Photo by Jack TAYLOR / AFP

วิจัยกรุงศรี ปรับประมาณจำนวนนักท่องเที่ยวเป็น 25-28 ล้านคน จาก 22.7 ล้านคน อานิสงส์จีนเปิดประเทศเร็วกว่าคาด หนุนจีดีพีโต 3.6% มองเศรษฐกิจโลกชะลอกดดันภาคการส่งออกโตชะลอเหลือ 0.50% ชี้เงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ระดับสูงจากแรงกดดันค่าไฟ-ค่าจ้าง-ท่องเที่ยวฟื้นก่อนปรับลงทั้งปีอยู่ที่ 2.5% ด้านดอกเบี้ยนโนบายคาดครึ่งปีแรก กนง. ปรับ 2 ครั้ง อยู่ที่ 1.75%

วันที่ 10 มกราคม 2566 วิจัยกรุงศรี รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยปีนี้อยู่ที่ 25-28 ล้านคน ด้านอัตราเงินเฟ้อปี 2566 คาดอยู่ที่ 2.5% หนุน กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้

โดยปัจจัยบวกจากจีนเปิดประเทศเร็วกว่าคาด หนุนให้ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25-28 ล้านคน ด้านกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่าหลังจากจีนประกาศเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 เป็นต้นไป จะเริ่มมีเที่ยวบินจากจีนที่นำนักท่องเที่ยวทยอยเข้าไทยมาไฟลต์แรกตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม จากเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ทางตอนใต้ของจีน ประมาณ 200 คน และมีสัญญาณการเพิ่มไฟลต์บินจากจีนมายังไทยแบบค่อยเป็นค่อยไป

วิจัยกรุงศรีปรับเพิ่มคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในปี 2566 เป็น 25-28 ล้านคน จากเดิมคาด 22.7 ล้านคน ท่ามกลางสัญญาณเชิงบวกจากการเปิดประเทศของจีนที่เร็วกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก ๆ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนอาจยังมีข้อจำกัดจากจำนวนเที่ยวบิน รวมถึงรัฐบาลจีนยังไม่อนุญาตให้บริษัทนำเที่ยวนำกลุ่มทัวร์ออกนอกประเทศ ผู้เดินทางจีนส่วนใหญ่จึงอาจเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองและเป็นกลุ่มนักเดินทางระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งอาจมีจำนวนไม่มาก ในภาพรวมคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยอาจจะฟื้นชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้นคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยหนุนให้ GDP ไทยในปีนี้จะยังเติบโตได้ที่ 3.6% แม้ว่าภาคส่งออกของไทยเผชิญปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ท่ามกลางความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้าหลักทั้งสหรัฐฯ และยุโรป โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทย (สกุลดอลลาร์) ในปี 2566 อาจเติบโตได้เพียงเล็กน้อยที่ 0.5% (เดิมคาด 3.5%)

Advertisment

คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 ชะลอลงจากปีก่อนที่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปีที่ 6.1% ด้านดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นสู่ 1.75% ในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธันวาคมอยู่ที่ 5.89% YoY สูงขึ้นจาก 5.55% เดือนก่อน ตามราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม รวมถึงการปรับขึ้นของราคาค่าโดยสารสาธารณะ และอาหารสำเร็จรูป

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 3.23% ใกล้เคียงกับ 3.22% ในเดือนพฤศจิกายน สำหรับทั้งปี 2565 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08% และ 2.51% สูงขึ้นจากปี 2564 ที่ 1.23% และ 0.23% ตามลำดับ

วิจัยกรุงศรีคาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงต้นปีจะยังอยู่ในระดับสูง จากแรงกดดันของการปรับเพิ่มค่ากระแสไฟฟ้า การขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิต รวมถึงอุปสงค์ในประเทศและท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของทางการ (1-3%) ได้ตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากฐานที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ประกอบกับราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มชะลอตัวตามอุปสงค์โลกที่ชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศแกนหลัก โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.5% จาก 6.1% ปี 2565

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย วิจัยกรุงศรีคาดจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว ซึ่งยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบภายนอกทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและหลายประเทศเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มชะลอลง การดำเนินนโยบายการเงินของไทยจึงอาจไม่เข้มงวดมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยคาดการณ์ว่า กนง.จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นสู่ระดับ 1.75% และจะคงไว้ที่ระดับดังกล่าวตลอดจนถึงสิ้นปี ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง

Advertisment