หุ้นโรงไฟฟ้าโกยกำไรพุ่ง 84% แรงหนุน “ค่า Ft” ปรับขึ้น-ราคาก๊าซลด

หุ้นโรงงานไฟฟ้า

บล.กสิกรไทยคาดการณ์กำไรสุทธิ 6 หุ้นโรงไฟฟ้า ปี 2566 แตะ 46,810 ล้านบาท เติบโต 84.5% จากปีก่อน แรงหนุนค่า Ft ปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ค่าก๊าซปรับลง ชู “BGRIM-GPSC ท็อปฟอร์ม-พลิกเทิร์นอะราวนด์ ขณะที่ “GULF” โตตามโรงไฟฟ้า “GSRC” ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้เต็มปี คาดค่าไฟภาคธุรกิจคงที่ 5.33 บาทตลอดทั้งปี ฟาก “บล.กสิกรไทย” ชี้ กพช.เคาะรับซื้อไฟแบบ FiT เป็นเซ็นติเมนต์เชิงบวก 3 หุ้นโรงไฟฟ้า

นายณัชพล โรจนโรวรรณ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าประเมินผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยปี 2566 ทั้งหมด 6 บริษัท คือ 1.บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) 2.บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) 3.บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) 4.บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) 5.บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ 6.บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 46,810 ล้านบาท เติบโตกว่า 84.5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)

โดยผลจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ที่ปรับขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2565 และปรับขึ้นอีกรอบช่วงต้นปี 2566 ซึ่ง บล.กสิกรไทยมีมุมมองว่า ค่า Ft จะคงที่ไปตลอดทั้งปีที่ 1.55 บาท/kWh และคาดว่าค่าก๊าซปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 400 บาท/MMBTU ซึ่งปรับลงจากปีที่แล้ว ที่เฉลี่ยอยู่ 480 บาท/MMBTU เหตุผลเพราะราคา LNG ที่นำเข้าปรับลดลง และเงินบาทแข็งค่าขึ้น

ซึ่งสองปัจจัยดังกล่าวจะช่วยหนุนทำให้กำไร BGRIM และ GPSC ในปีนี้กลับมาเติบโตดีขึ้นอย่างโดดเด่น หลังจากปีที่แล้วมีกำไรบางมาก ๆ เพราะได้รับผลกระทบหนักจากค่าพลังงานที่สูงและค่า Ft ที่ปรับขึ้นช้า นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนอื่น ๆ เช่น การเติบโตของ GULF ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโรงไฟฟ้า GSRC ในปีนี้ได้เต็มปีอีกด้วยกำไรหุ้นโรงไฟฟ้า

“เรามีมุมมองว่าค่าไฟภาคธุรกิจ จะคงที่อยู่ที่ 5.33 บาทตลอดทั้งปี เนื่องจากภาระการชำระหนี้และปัญหาสภาพคล่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ที่แบกค่าไฟและค่าพลังงานอยู่สูงกว่า 1.7-2 แสนล้านบาท แต่หากมีการเคาะค่าไฟภาคธุรกิจออกมา แล้วลดต่ำกว่าประมาณการนี้ ก็ทำให้มีดาวน์ไซด์ต่อประมาณการกำไรบ้าง แต่คิดว่ายังไงผลประกอบการกลุ่มโรงไฟฟ้า ก็ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนพอสมควร” นายณัชพลกล่าว

Advertisment

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นโรงไฟฟ้า แนะนำให้ลงทุนในบริษัทที่กำไรปีที่แล้วค่อนข้างแย่ และปีนี้พลิกฟื้นมาเป็นกำไรได้ หรือเป็นการเทิร์นอะราวนด์จากขาดทุนมาเป็นกำไร ซึ่งในระยะสั้นแนะนำ BGRIM และ GPSC ที่ช่วงไตรมาส 4/2565 มีผลขาดทุน โดยเฉพาะ BGRIM ที่ขาดทุน 3 ไตรมาสติดต่อกัน (ไตรมาส 2-4 ของปี 2565) แต่คาดการณ์ว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2566 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ จากผลค่า Ft ที่ปรับขึ้นเป็น 1.55 บาท/kWh และราคา gas ที่คาดว่าจะลดลงจากปีที่แล้ว

“โรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 20-25 ปี หากในแต่ละปีกลไกด้านต้นทุนและราคาสอดคล้องกัน จะถือเป็นเซ็กเตอร์ที่ค่อนข้างมีกำไรคงที่ โดยความน่าสนใจของการเพิ่มอัพไซด์ คือ การเข้าไปซื้อกิจการโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เช่น ตอนนี้มีการประมูลโครงการพลังงานทดแทน หรือการไปพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ซึ่งแต่ละบริษัทจะค่อนข้าง aggressive ในการหากำลังการผลิตใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาเสริมพอร์ตรายได้และกำไรให้เติบโตมากขึ้น”

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า กลุ่มโรงไฟฟ้า Renewable คาดมีกระแสบวกต่อ หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเปิดรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรอบแรกไปแล้ว จำนวน 5,203 เมกะวัตต์

โดยมุมมอง บล.กสิกรไทย ประเมินเป็น Sentiment บวกต่อหุ้น 3 ตัว ได้แก่ GULF ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 54.5 บาท GUNKUL ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 4.65 บาท และ SSP ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 12.2 บาท

Advertisment