เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยุโรป เปลี่ยนใช้รถขยะ EV โตแตะ 1 แสนล้านบาท
Automotive ยุโรป เปลี่ยนใช้รถขยะ EV โตแตะ 1 แสนล้านบาท
เจ้าพระยาขาขึ้น! ชป.เพิ่มระบาย 1,750 ลบ.ม./วินาที รับฝนเพิ่มถึง 27 ก.ย.
Economic เจ้าพระยาขาขึ้น! ชป.เพิ่มระบาย 1,750 ลบ.ม./วินาที รับฝนเพิ่มถึง 27 ก.ย.
ไทยโรดโชว์นิวยอร์ก ดึง Bank of America–PIMCO–Microsoft ชู AI-ดิจิทัล-พลังงานสะอาด
Economic ไทยโรดโชว์นิวยอร์ก ดึง Bank of America–PIMCO–Microsoft ชู AI-ดิจิทัล-พลังงานสะอาด
RCEP 15 ชาติเปิดทางรับสมาชิกใหม่ เตรียมอัปเกรดกติกาครั้งใหญ่ปี 70 รับการค้าดิจิทัล
Economic RCEP 15 ชาติเปิดทางรับสมาชิกใหม่ เตรียมอัปเกรดกติกาครั้งใหญ่ปี 70 รับการค้าดิจิทัล
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณ 68,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณ 68,550 บาท
นำเข้าจีนพุ่ง 31.55% แตะ 2.21 ล้านล้าน ไทยชง “Early Warning” จับสัญญาณทุ่มตลาด
Economic นำเข้าจีนพุ่ง 31.55% แตะ 2.21 ล้านล้าน ไทยชง “Early Warning” จับสัญญาณทุ่มตลาด
นักวิชาการประเมินภาษีสหรัฐกดสินค้าไทย 31.5% ชี้เจรจาต้องล็อก “ภาษีรวม” ไม่เกิน 19%
Economic นักวิชาการประเมินภาษีสหรัฐกดสินค้าไทย 31.5% ชี้เจรจาต้องล็อก “ภาษีรวม” ไม่เกิน 19%
‘ข้าราชการเออร์ลี่รีไทร์’ ข้อเสนอใหม่ได้มากกว่า 12 เดือน เริ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป
Politics ‘ข้าราชการเออร์ลี่รีไทร์’ ข้อเสนอใหม่ได้มากกว่า 12 เดือน เริ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป
พาณิชย์เคลียร์ปมภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้มาจากแรงงานบังคับ ยังไม่จบดีลไทย
Economic พาณิชย์เคลียร์ปมภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้มาจากแรงงานบังคับ ยังไม่จบดีลไทย
ครอบครัวเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มอบที่อยู่อาศัย ให้กับครอบครัวน้อง ‘เนเน่’
Real Estate ครอบครัวเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มอบที่อยู่อาศัย ให้กับครอบครัวน้อง ‘เนเน่’
ดูทั้งหมด

กูรูการเงิน วิเคราะห์ ทำไม ธนาคาร Silicon Valley Bank ถึงล้ม ?

13 มี.ค. 2566 | 07:25น.
Silicon Valley Bank SVB

‘บรรยง วิทยวีรศักดิ์’ กูรูวงการการเงิน วิเคราะห์ทำไมธนาคาร Silicon Valley Bank ถึงล้ม ? จับตาสึนามิทางการเงินอาจจะมาอีกหลายระลอก

วันที่ 12 มีนาคม 2566 นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ กูรูวงการการเงิน และอดีตประธานสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก (APFinSA) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ทำไมธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ถึงล้ม ?

Silicon Valley Bank ถือว่าเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของสหรัฐ ธนาคารแห่งนี้เน้นให้เงินกู้แก่ Tech Start Up และกองทุน Venture Capital มีเงินฝากถึง 190 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 6 ล้านล้านบาท

แล้วทำไมถึงล้ม วันนี้มีคำเฉลย

ในบทความก่อน ๆ ผมเคยกล่าวไว้ว่า การจะทำธุรกิจธนาคารได้นั้น ไม่ใช่แค่เรามีอาคารสำนักงาน มีโต๊ะเก้าอี้ ก็รับฝากเงินได้แล้ว แต่เราต้องมีเงินทุนที่มากพอ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ในกรณีที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับลูกค้าแล้ว ตามเก็บเงินกู้ไม่ได้ ธนาคารต้องมีเงินทุนของตนเองเอามาชดเชยส่วนนี้ให้กับลูกค้าที่ฝากเงินได้ด้วย

ในสมัยก่อนมีการกำหนดเงินกองทุนของธนาคารว่า ต้องไม่ต่ำกว่า 8% นั่นหมายความว่า ถ้ารับเงินฝากจากลูกค้ามา 100 บาท ธนาคารต้องมีเงินทุนของตนเองต่างหากอีก 8 บาท ถ้ารับฝากเงินมา 100,000 ล้านบาท ก็ต้องมีเงินทุนของตัวเอง 8,000 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้ ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องพร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที

ซึ่งในทางการเงินการธนาคาร เราเรียกเงินส่วนนี้ว่าเงินกองทุน หรือเงินลงทุนของเจ้าของธุรกิจ ที่ภาษาบัญชีเรียกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง

ในภาวะปกติ ธนาคารมักทำกำไรจากการปล่อยกู้และเก็บหนี้ได้ตามปกติ และหากมีเงินเหลือก็อาจจะไปซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตร ซึ่งก็สามารถทำกำไรได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อธนาคารมีกำไร ราคาหุ้นมักจะขึ้นสูง ใคร ๆ ก็อยากมาลงทุนด้วย

แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี เริ่มจะมีปัญหา เก็บเงินกู้ได้ไม่ครบ โดยช่วงที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐเฟื่องฟูมาก มีการขยายกำลังผลิตกันมาก แต่พอเกิดปัญหาสงครามยูเครน มีการกีดกันการค้า มีการคว่ำบาตรทางการค้า ยอดขายของบริษัทไฮเทคไม่เป็นไปตามเป้า ทำให้บางบริษัทมีปัญหาในการชำระหนี้

แต่ปัญหานี้ค่อย ๆ เกิดขึ้น ธนาคารมีเวลาตั้งตัว ค่อย ๆ แก้ไข ขายตราสารระยะสั้นมาชดเชย ค่อย ๆ สำรองหนี้เสียได้

สิ่งที่เป็นระเบิดลูกใหญ่และมาเร็วจนตั้งตัวไม่ทันคือ การเกิดวิกฤตศรัทธา จนนำไปสู่การแห่ถอนเงินที่เรียกกันว่า Bank run มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมคิดว่ามันเกิดจากการที่ธนาคารวางยุทธศาสตร์ผิดพลาด กล่าวคือ เมื่อธนาคารเห็นว่าการปล่อยกู้อาจจะมีปัญหา จึงนำเงินฝากส่วนใหญ่ไปซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ของบริษัทที่มั่นคงหรือมีหลักประกัน รับดอกเบี้ยชัวร์ ๆ ไม่มีความเสี่ยงเรื่องเงินต้นสูญ

แต่เขาลืมเรื่อง ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย หรือความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด ที่อาจจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อมูลค่าของตราสารทางการเงิน ซึ่งในที่นี้คือมูลค่าของพันธบัตรและหุ้นกู้ที่ธนาคารซื้อเอาไว้

นักลงในตราสารหนี้ทุกคนจะรู้ว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้จะผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด กล่าวคือถ้าดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับขึ้น มูลค่าของตราสารหนี้ที่มีอยู่จะปรับลดลง แต่ถ้าดอกเบี้ยลดลงมูลค่าของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น

มันหมายความว่ายังไง

สมมุติว่าเราซื้อตราสารหนี้หรือพันธบัตรที่มีอายุ 10 ปี ที่หน้าตั๋วระบุการจ่ายดอกเบี้ย 1.5% ทุกปี ตลอดอายุตราสาร เกิดเราซื้อพันธบัตรนี้มา 2 ปี ปรากฏว่าธนาคารกลางเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อขจัดเงินเฟ้อ ภายในปีเดียว ดอกเบี้ยของพันธบัตร 10 ปี ขึ้นจากจาก 1.5% เป็น 4%

ถ้าดอกเบี้ยพันธบัตรล่าสุดที่ออกมาขายอยู่ที่ 4% ถามว่าหากเราจะขายพันธบัตรที่เราถือครองอยู่ในราคาเท่าเดิมจะมีใครซื้อหรือไม่

คำตอบคือไม่มี เพราะพันธบัตรที่เราซื้อไว้แล้ว ระบุการจ่ายดอกเบี้ยตายตัวที่ 1.5% มันไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นลอยตัวตามรุ่นใหม่ที่ออกมา ถ้าซื้อของเก่าได้ดอกเบี้ย 1.5% แต่ถ้าซื้อของใหม่ได้ดอกเบี้ย 4% ถามว่าใครจะมาซื้อพันธบัตรรุ่นเก่าที่เราถือเอาไว้ครับ

แต่ละปีดอกเบี้ยที่ได้รับห่างกันถึง 2.5% ระยะเวลาที่เหลืออีก 8 ปี ดอกเบี้ยที่จะได้รับต่างกันถึง 2.5×8=20%

แล้วมันเป็น 20% ที่ตายตัว เพราะราคาหน้าตั๋วระบุเป็นดอกเบี้ยคงที่ตลอด 10 ปี ซื้อรุ่นเก่าได้ 1.5% อีก 8 ปีที่เหลือ ซื้อรุ่นใหม่ได้ 4% ของ 10 ปีที่เหลือ ดังนั้น ถ้าจะขายตราสารนี้ต้องมีส่วนลด 20% เพื่อชดเชยดอกเบี้ยที่หายไปของผู้ซื้อตราสาร (เพื่อไปถือ) ต่อจากเรา (แต่ถ้าหุ้นกู้นั้นมีระยะเวลาเหลืออีกไม่กี่ปี อัตราการขาดทุนก็จะลดน้อยลง ตามจำนวนปีที่เหลือ)

ผู้บริหารธนาคารอาจจะคิดเพียงว่า รับฝากมาที่ต้นทุนดอกเบี้ย 0.5-1% เอาไปซื้อพันธบัตรได้ดอกเบี้ย 1.5% หุ้นกู้ได้ดอกเบี้ย 2-3% ตราบใดที่เราไม่ขายพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ทนถือจนครบสัญญา ธนาคารก็ได้รับเงินต้นคืนมาพร้อมดอกเบี้ย 1.5-3% แน่นอน ไม่มีขาดทุน (ถ้าธนาคารคาดการณ์ว่าจากนี้ไปดอกเบี้ยในตลาดจะไม่สูงไปกว่านี้ เพราะธนาคารกลางคงจะพิมพ์ดอลลาร์ออกมาเรื่อย ๆ ทำให้ดอกเบี้ยลดลง เนื่องมีอุปทานออกมามาก)

แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด

มีข่าวว่า SVB มีการลงทุนที่ผิดพลาด ไปทุ่มซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเอาไว้พอสมควร ในภาวะที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เพราะคาดการณ์ว่าอย่างไรเสีย ดอกเบี้ยก็ไม่น่าจะขึ้นสูงในภาวะที่เงินท่วมโลก ทำให้ราคาของตราสารหนี้ที่ธนาคารซื้อไว้มีราคาตลาดลดลงมาก

ซ้ำร้าย Peter Thiel นักลงทุนใน Start Up ชื่อดัง ผู้ซึ่งเคยเทขายบิตคอยน์ออกจากพอร์ตทั้งหมดก่อนตลาดดิ่ง ได้แนะนำให้นักลงทุนที่เขารู้จักถอนเงินออกจาก SVB ทำให้ปัญหาสภาพคล่องของ SVB หนักขึ้นไปอีก

เมื่อมีคนแห่กันมาถอนเงิน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคาร ธนาคารจึงจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ที่มีอยู่ แม้ในราคาที่ขาดทุน

ลองนึกภาพดูว่าถ้าตราสารหนี้ที่ถือไว้จำนวนมหาศาลต้องขายขาดทุนในอัตรา 20% เหมือนที่ผมยกตัวอย่างมา ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอาจมีเพียง 10-15% ของเงินฝาก สุดท้ายมันก็ไปกินเงินกองทุนของผู้ถือหุ้นจนหมด

ข่าวแจ้งว่า SVB ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีหลักประกันระยะ 10 ปี (10-year maturity mortgage-backed securities) ถึง 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในช่วงที่มีคนแห่กันมาถอนเงินทางธนาคารได้ขายตราสารหนี้ไปบางส่วนจำนวน 21,000 หมื่นล้านเหรียญ ทำให้ขาดทุนไป 1,800 ล้านเหรียญ จน SVB ต้องประกาศเพิ่มทุน 3 พันล้านเหรียญ ก่อนที่ทางการจะเข้ามาควบคุม

แต่พอข่าวนี้ออกไป ก็ยิ่งทำให้คนตื่นตระหนกแห่กันไปถอนเงินกันมากยิ่งขึ้น จนธนาคารขาดสภาพคล่อง ทางการจึงต้องเข้าไปควบคุม

อย่าลืมว่าหนี้สินของธนาคารก้อนใหญ่ที่สุดคือเงินฝากของประชาชน เมื่อธนาคารได้เงินมาก็นำไปปล่อยกู้ หรือซื้อทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์อื่นเอาไว้ หากเกิดภาวะตื่นตระหนก ทุกคนแห่กันมาถอนเงินสด มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ธนาคารจะเรียกคืนหนี้จากลูกหนี้ทุกคนทันที หรือขายทรัพย์สินทุกตัวเพื่อมาใช้หนี้ให้กับคนฝากเงิน

ความน่าเชื่อถือของธนาคารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจธนาคาร

กรณีของ SVB จึงเป็นเคสคลาสสิกที่ธนาคารแห่งนี้ดำเนินธุรกิจทุกอย่างถูกต้อง แต่ประมาทเกี่ยวกับความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่ทำให้สินทรัพย์ที่ถืออยู่ในมือลดค่าทันที ถึงแม้มันจะเป็นขาดทุนทางบัญชี (unrealized loss) แต่ถ้าถูกบีบให้รีบขาย การขาดทุนทางบัญชีก็จะเป็นการขาดทุนที่แท้จริง (realized loss) ทันทีที่ขายออกไป จนธนาคารต้องล้มในที่สุด

ผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจจะมีอีกหลายระลอก เพราะมีกองทุนบางแห่งฝากเงินไว้ที่บริษัทนี้เป็นเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งใช้ธนาคาร SVB ในการจ่ายเงินเดือนพนักงาน แน่นอนว่า ถึงแม้เงินของบริษัทจะไม่ได้อยู่ที่ธนาคารนี้ทั้งหมด แต่การเปลี่ยนโอนให้ธนาคารอื่นมาดูแล รับผิดชอบเงินเดือนของคนหลายหมื่นคนก็ไม่สามารถทำได้ในชั่วเวลาข้ามคืน

บางบริษัทอาจทำเรื่องกู้ยืมเงินกับธนาคาร SVB เอาไว้ (เปิด credit line) แต่เมื่อยังไม่ได้ดึงวงเงินที่กู้ออกมาใช้ ก็ต้องทำเรื่องกู้จากธนาคารอื่น ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณา ทำให้ธุรกรรม/ธุรกิจต่าง ๆ ต้องสะดุดไปพอสมควร

ข่าวนี้ทำให้ธนาคารขนาดกลางอีกเกือบ 25 แห่งต้องมีความเสี่ยงที่จะล้มตาม เพราะเกิดวิกฤตศรัทธา และประชาชนแห่กันไปถอนเงิน ธนาคารขนาดใหญ่จะยิ่งมีความมั่นคงขึ้น เพราะคนถอนเงินจากธนาคารเล็กไปฝากธนาคารใหญ่ ถึงแม้จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเล็กน้อย แต่ชั่วโมงนี้การรักษาเงินต้นไว้สำคัญที่สุด

สึนามิทางการเงินอาจจะมาอีกหลายระลอก เพราะธนาคารหลายแห่งต้องขายสินทรัพย์ออกมา ไม่ว่าหุ้นกู้หรือหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมเงินมารักษาสภาพคล่องของธนาคาร และมันอาจจะกระทบถึงหุ้นในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยที่ต่างชาติมาลงทุนไว้ด้วย งานนี้เรียกว่ากระทบกันไปหมด ก็ให้จับตาอย่ากะพริบครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคาร สหรัฐอเมริกา