บลจ.ทิสโก้ ชี้ทิศทางการลงทุนปี 2566 ยังผันผวน เเนะกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลังซื้อกองทุนหุ้นไทยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ส่วนต่างประเทศแนะกองทุนหุ้นจีน หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ หุ้นปันผล และตราสารหนี้สหรัฐ
วันที่ 12 มิถุนายน 2566 นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ในปี 2566 สถานการณ์การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความไม่แน่นอน และมีความผันผวนสูง ทั้งปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ความกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอยที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกองทุนรวมโดยภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกองทุนรวม และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลของ บลจ.ทิสโก้ ยังคงมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกกองทุนใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมหลากหลายนโยบายการลงทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการนักลงทุนในสภาวการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการเน้นจับจังหวะในการออกกองประเภททริกเกอร์ฟันด์มากขึ้น
โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 บลจ.ทิสโก้มีกองทุนรวมภายใต้การบริหารจัดการทั้งสิ้น 160 กองทุน แบ่งเป็น กองทุนเปิด (Open-end Fund) 91 กองทุน กลุ่มกองทุนเพื่อการออมเงินระยะยาว ได้แก่ กองทุน SSF-RMF-LTF และ RMF for PVD จำนวน 60 กองทุน กองทุนทริกเกอร์ 9 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) 54,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 ที่มี AUM อยู่ที่ 53,696 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลมีมูลค่า AUM อยู่ที่ 72,844 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 ที่มี AUM อยู่ที่ 72,717 ล้านบาท
ทั้งนี้ การเติบโตของ AUM นอกจากจะเป็นผลของการเสนอขายกองทุนใหม่แล้ว ยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่ราคาหน่วยลงทุนของแต่ละกองทุนปรับตัวดีขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลงในปีที่ผ่านมาเริ่มกลับมาฟื้นตัวในปีนี้
ขณะที่กองทุนหุ้นไทยที่บริหารจัดการโดย บลจ.ทิสโก้ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและโดดเด่น สะท้อนจากกองทุนหุ้นไทยกว่า 80% ของ บลจ.ทิสโก้ ได้รับการจัดอันดับ 4-5 ดาว จาก Morningstar Thailand (* ข้อมูลการจัดอันดับ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 สามารถดูข้อมูลการจัดอันดับได้ที่ www.morningstarthailand.com)
ส่งผลให้ บลจ.ทิสโก้ ได้รับรางวัลบริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยม ประเภทกองทุนหุ้นในประเทศ (Best Fund House Winner : Best Domestic Equity House) จากการประกาศผลรางวัล Morningstar Awards 2023 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
นายสาห์รัชกล่าวต่อว่า สำหรับกองทุนแนะนำครึ่งปีหลังนั้น ในส่วนของหุ้นไทยแนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว หุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสฟื้นตัวเร็วกว่าหุ้นกลุ่มอื่น และกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการท่องเที่ยว ส่วนกองทุนต่างประเทศแนะนำลงทุนในกองทุนหุ้นจีน กองทุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ กองทุนหุ้นปันผล และกองทุนตราสารหนี้สหรัฐ