Skip to content

เติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท

14 ก.ย. 2566 | 12:04น.
เติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท
บทบรรณาธิการ

หนึ่งในนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงต่อ รัฐสภา ในวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ก็คือ นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน digital wallet

โดยนโยบายเติมเงิน หรือแจกเงินครั้งนี้รัฐบาลถือเป็นตัว “จุดชนวน” ที่จะกระตุกเศรษฐกิจของประเทศไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โดยจะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก

เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการผลิตสินค้าที่มากขึ้น นําไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ และเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายรอบ รัฐบาลเองก็จะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี และยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาทครั้งนี้จัดเป็น นโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ที่ปูพรมก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของประเทศ แม้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้คะแนนเสียงอย่าง “แลนด์สไลด์” แต่ก็สูสีกับพรรคก้าวไกลจนสามารถพลิกกลับมาเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ กลายเป็นที่มาของการให้ความสำคัญกับนโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ที่ยืนยันจะทำทันทีในวันที่ 1 ก.พ.ที่จะถึงนี้

ทว่านโยบายเติมเงินกลับได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงจากนักวิชาการ-ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนจำนวนมาก ถึงที่มาของ “เงิน” ที่จะถูกเติมผ่าน digital wallet ที่กำหนดจะเติมให้กับคนไทยทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป หรือประมาณ 50 ล้านคน ไม่ว่าผู้ได้รับเงินจะรวยหรือจนก็จะได้รับเหมือน ๆ กันหมด

การคำนวณอย่างไม่เป็นทางการปรากฏจะต้องใช้วงเงินไม่น้อยไปกว่า 500,000 ล้านบาท เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ตื่นจากการหลับใหลในครั้งนี้ ด้วยความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึงปีละ 5%

โดยหนึ่งในหลาย ๆ คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนก็คือ รัฐบาลจะหาเงินมาจากไหน หากจะไม่ใช้วิธีการกู้ ด้วยฐานะทางการเงิน-การคลังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการนี้จะมีความยั่งยืนเพียงใด

ในเมื่อประเทศจำเป็นต้องมีการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อสอดรับกับการหาตลาดส่งออกและจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จนหลงลืมไปว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นครั้งเดียวที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จนรัฐบาลจะไม่มีเงินที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ หรือจับจ่ายใช้สอยโครงการขนาดใหญ่ที่จำเป็นอีก

จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องคิดอย่างรอบคอบถึงความพอเหมาะพอดีในการกระตุ้นด้วยวิธี “เติมเงิน” บุคคลที่สมควรจะได้รับ รายละเอียดในทางปฏิบัติ และเป้าหมายสุดท้ายที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างถาวร