เงินบาทอ่อนค่า หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง ขานรับยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 23 ปี บ่งชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์แข็งแกร่ง อาจเป็นปัจจัยหนุนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
วันที่ 26 ตุลาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/10) ที่ระดับ 36.28/29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (25/10) ที่ระดับ 36/17/17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 106.5
สอดคล้องการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีล) ขานรับสหรัฐฯเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 23 ปี บ่งชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐนั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 12.3% สู่ระดับ 759,000 ยูนิตในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565 และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 680,000 ยูนิต จากระดับ 676,000 ยูนิตในเดือน ส.ค. และเมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 33.9% ในเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ ราคาเฉลี่ยของบ้านใหม่ลดลงสู่ระดับ 418,800 ดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ขณะที่สต็อกบ้านใหม่ลดลง 10.4% และเมื่อพิจารณายอดขายบ้าน และสต็อกบ้านในตลาดพบว่า ผู้ขายบ้านต้องใช้เวลา 6.9 เดือนในการขายบ้านจนหมดสต็อกในตลาด
นอกจากนี้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 240,000 บาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 160,000 บาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าจะลดลง 900,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซลลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล ขณะที่คาดว่าลดลง 1.2 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.22-36.39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.25/26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/10) ที่ระดับ 1.0560/64 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (25/10) ที่ระดับ 1.0570/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ (26/10) ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.50% ซึ่งในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ECB มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน
อย่างไรก็ดี ECB ได้ส่งสัญญาณในการประชุมวันดังกล่าวว่าอาจจะหยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจาก ECB เริ่มเห็นผลกระทบของการคุมเข้มนโยบายการเงินหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อของยูโรโซนชะลอตัวลง และเศรษฐกิจกำลังอ่อนแอลงใกล้ถึงจุดที่มีความเสี่ยงว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย
จึงทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ECB อาจจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0531-1,0573 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0540/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/10) ที่ระดับ 150.22/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (25/10) ที่ 149.88/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยอ่อนค่าทะลุ 150 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อีกครั้ง เพิ่มความเสี่ยงรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดสกุลเงิน และสร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการปรับนโยบายการเงิน
โดย Koji Fukaya ที่ปรึกษาความเสี่ยงด้านตลาดในโตเกียว กล่าวว่า “การอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเยนยังเพิ่มแรงกดดันต่อการตั้งค่านโยบายของ BOJ ไม่ว่าจะเพิ่มเพดานสำหรับการควบคุมอัตราผลตอบแทนลบ Yield Curve Control (YCC) หรือยุติอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ”
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.88-150.77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 150.37/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (26/10), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐ (GDP) ไตรมาส 3/2566 (ประมาณการเบื้องต้น) (26/10), ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสหรัฐ (Pending Home Sales) เดือน ก.ย. (26/10), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (PCE) เดือน ก.ย. (27/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐเดือน ต.ค. (27/10) และรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) จากมหาวิทยาลัย University of Michigan (UoM) (27/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.30/-9.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.80/-7.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ