จุลพันธ์ ชี้นายกฯ สั่งสางปัญหาหนี้โควิดกองทุนประกัน 5.2 หมื่นล้าน ได้ข้อสรุปชัด 1-2 เดือนนี้

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

จุลพันธ์ รมช.คลัง เผยนายกฯ สั่งสางปัญหาหนี้โควิดกองทุนประกันวินาศภัย 5.2 หมื่นล้านบาท ได้ข้อสรุปชัด 1-2 เดือนนี้ เตรียมหารือ “สมาคมประกันวินาศภัยไทย-สมาคมประกันชีวิตไทย” เพื่อขอมุมมองภาคเอกชนเพิ่ม ปิดประตูแก้กฎหมายเพิ่มเงินสมทบเป็น 2-2.5% เหตุต้องใช้เวลา-ไม่เป็นธรรมต่อบริษัทประกันภัย

วันที่ 3 มกราคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากประกันโควิด “เจอ จ่าย จบ” ภายหลังจากนำเรื่องหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้ดูแลปัญหา โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมรับฟังข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แล้ว

ซึ่งหลังจากมีการพูดคุยกับหน่วยงานกำกับมาแล้วหลายรอบ ในช่วงต้นปีจะมีการนัดประชุมร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย เพื่อรับทราบมุมมองจากภาคเอกชนเพิ่มเติม เพื่อเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโควิด “เจอ จ่าย จบ” และนำมาหาทางออกที่เหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายจะให้ได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือน

“ยอมรับว่าภาระหนี้สินของกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) ที่ต้องเข้ามารับผิดชอบผู้ทำประกัน จากกรณีบริษัทประกันภัยที่ล้มไปก่อนหน้านี้เป็นวงเงินที่มาก ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท และหากมีเพิกถอนใบอนุญาตบริษัทอื่นเข้ามาเพิ่มอีก ก็จะทำให้หนี้สินของกองทุนพุ่งไปอีกเป็น 8-9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเทียบกับรายได้ของกองทุนที่เข้ามาเพียงปีละ 1,200 ล้านบาท และถ้าหักค่าใช้จ่ายไป ก็จะมีเงินไว้จ่ายแก่เจ้าหนี้ผู้เอาประกันเพียงปีละ 800-900 ล้านบาทเท่านั้น” นายจุลพันธ์กล่าว

ดังนั้น จึงมีการพูดคุยถึงแนวทางแก้ปัญหาอยู่หลายแนวทาง แต่ยังไม่ตกผลึกทั้งหมด เพราะอยากขอฟังข้อมูลให้ครบทั้งหมดก่อน โดยเฉพาะเรื่องแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้จ่ายให้ผู้ทำประกันโควิด “เจอ จ่าย จบ” จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทราบว่าตอนนี้กระทรวงการคลังไม่สามารถเข้าไปค้ำประกันให้กับกองทุนในการเข้าไปขอกู้ได้ เพราะติดขัดเรื่องระเบียบบางประการ และหากจะให้กองทุนไปหากู้เอง โดยไม่มีคลังค้ำประกัน ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงมากจึงจะได้เงินเข้ามา


รมช.คลังกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนแนวทางที่มีการเสนอ ว่าจะขอเรียกเก็บเงินสมทบจากบริษัทประกันวินาศภัยเข้ากองทุนเพิ่มนั้น ส่วนตัวมองว่าคงจะไม่ทำ เพราะล่าสุดเพิ่งมีการเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มจาก 0.25% เป็น 0.50% ซึ่งเต็มเพดานที่กฎหมายที่กำหนด หากจะเพิ่มมากไปกว่านั้นเป็น 2-2.5% ก็จะต้องมีการแก้กฎหมายใหม่อีก อาจต้องใช้เวลา และที่สำคัญการเก็บเงินสมทบเพิ่มดูจะไม่เป็นธรรมต่อบริษัทประกันภัยที่ทำธุรกิจมาปกติที่จะต้องมามีภาระเพิ่มจากปัญหาที่ไม่ได้ทำ