เศรษฐกิจซึม “เงินฝาก” ล้นแบงก์ นายกฯถก 4 ธนาคาร ลดดอกเบี้ยช่วย SMEs

money

เศรษฐกิจซึม ธุรกิจเบรกลงทุน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยยอดคงค้าง “เงินฝาก” เติบโตสูงกว่ายอดสินเชื่อติดต่อกัน 16 เดือน เดือน ก.พ.เงินฝากคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.01 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง 14.68 ล้านล้านบาท สะท้อนสภาพคล่องในระบบแบงก์อยู่ระดับสูง ชี้สินเชื่อปล่อยใหม่โตไม่ทันยอดชำระคืน-ธุรกิจเบิกใช้วงเงินน้อยตามภาวะเศรษฐกิจ “กรุงศรี-LH Bank” ยันเดินหน้าระดมเงินฝากต่อ แม้สภาพคล่องล้น เตรียมไว้ล่วงหน้า หลังสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่นายกฯเศรษฐา นัด CEO 4 แบงก์ใหญ่ “กรุงเทพ-กรุงไทย-กสิกรฯ-ไทยพาณิชย์” พิจารณาลดดอกเบี้ยช่วยเอสเอ็มอี-กลุ่มเปราะบาง

เศรษฐกิจซึม-สินเชื่อแผ่ว

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ถือว่าอยู่ในระดับสูง สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D) โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 91.7% ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 92.4%

ขณะที่ตัวเลข “ยอดคงค้างสินเชื่อ” เมื่อเทียบ “ยอดคงค้างเงินฝาก” จะเห็นว่า อัตราการเติบโตของยอดคงค้างเงินฝากเมื่อเทียบปีต่อปี (YOY) โตสูงกว่า ยอดคงค้างสินเชื่อติดต่อกันเป็นเวลา 16 เดือน โดยนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งอัตราการเติบโตของยอดคงค้างเงินฝากในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ขยายตัว 0.9% มาอยู่ที่ 16.01 ล้านล้านบาท และยอดคงค้างสินเชื่อขยายตัวเพียง 0.2% อยู่ที่ 14.68 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2565 ยอดคงค้างเงินฝากอยู่ที่ 15.83 ล้านล้านบาท และยอดสินเชื่ออยู่ที่ 14.71 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ดี แม้ว่ายอดสินเชื่อจะเติบโตช้า ไม่ได้สะท้อนว่าธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ แต่มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ธุรกิจมีการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงมียอดชำระคืนหนี้ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อไม่ได้เติบโตมากนัก

Advertisment

แบงก์สภาพคล่องล้น

นางสาวกาญจนากล่าวว่า หากดูอัตราส่วนของปริมาณสินทรัพย์สภาพคล่อง (Liquidity Coverage Ratio) หรือ LCR ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าธนาคารมีสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอรองรับเงินไหลออกในภาวะวิกฤตได้นาน 30 วันหรือไม่ จะเห็นว่าสัดส่วน LCR ของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ เดือนมกราคม 2567 อยู่ที่ 202.6% จากเกณฑ์กำหนดที่ 100% ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ 1 เท่าตัว สะท้อนว่าสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง

“หากเราวัดสภาพคล่องจากตัวเลข L/D และ LCR สะท้อนว่าระบบสถาบันการเงินยังมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และหากดูเงินฝากที่โตเยอะ ๆ จะอยู่ในเงินฝากประจำมากกว่าเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) โดยสัดส่วนในเดือน พ.ย. 65 เงินฝากประจำอยู่ที่ 25.8% โดยสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 32% ในเดือน ม.ค. 67 ส่วนเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ จากสัดส่วน 74.2% ลงมาอยู่ที่ 68% สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการขยับดอกเบี้ยตามของธนาคารพาณิชย์”

จับตาครึ่งปีหลังสินเชื่อโต

นางสาวศิริพร วงศ์ตรีภพ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากปริมาณสินเชื่อที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างจำกัด

สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังตามการทยอยฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ และปัจจัยทางฤดูกาล ส่งผลให้ระดับการแข่งขันด้านเงินฝากมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มที่จะทรงตัวหรือปรับลดลงได้เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก

Advertisment

“ธนาคารมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับสภาพคล่องทั้งของภายในธนาคาร และระบบธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด โดยจะมีการบริหารจัดการให้ธนาคารมีอัตราการเติบโตของปริมาณเงินฝาก สอดคล้องตามอัตราการเติบโตของสินเชื่อ เพื่อกำกับดูแลให้ธนาคารมีระดับสภาพคล่องที่เพียงพอและแข็งแกร่งในการรองรับการดำเนินธุรกิจของธนาคาร”

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า สภาพคล่องล้นของระบบสถาบันการเงิน มองว่า เป็นเรื่องปกติ โดยภาพรวมสภาพคล่องของธนาคารมีการปรับขึ้นและลงอยู่แล้ว เป็นไปตามภาวะตลาดและสภาพเศรษฐกิจ เชื่อว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ซึ่งแต่ละธนาคารจะมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการบริหารด้านการเงิน Treasury รวมถึงมีการปรับต้นทุนและการปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกัน ทั้งในส่วนของลูกค้ารายใหญ่ สถาบัน และรายย่อย เป็นต้น

ระดมเงินฝากต่อลุ้นลงทุนฟื้น

นายเคลวิน ฟู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าภาพรวมสินเชื่อในปีนี้จะขยายตัวน้อยกว่าปี 2566 จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัว ทำให้ธุรกิจชะลอการลงทุน ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงต้องระดมเงินฝากไว้เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อล่วงหน้า เพราะหากจะระดมตอนที่มีความต้องการแล้วอาจจะไม่ทันสถานการณ์ รวมถึงความต้องการของลูกค้าและธุรกิจได้

เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการส่งออกที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเข้ามา คาดว่าจะมีความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่เห็นการฟื้นตัว ดังนั้น ธนาคารยังคงต้องการขยายเงินฝาก แม้ว่าจะมีเงินฝากจากธนาคารใหญ่ไหลมาที่ LH Bank ก็ไม่ได้เป็นปัญหา ซึ่งปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเติบโตเงินฝาก 10%

“สภาพคล่องตอนนี้ไม่ได้ท่วมระบบมาก หากเงินฝากแบงก์ใหญ่มาลงที่แบงก์เรา เรายังโอเค แม้ว่าตอนนี้สินเชื่ออาจไม่โตเทียบเงินฝาก แต่เราก็ต้องเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับล่วงหน้า ซึ่งในไตรมาส 2 ก็ยังอยากโตเงินฝากอยู่ ซึ่งเราจะมีแคมเปญออกมาเจาะในกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ และเสนอ Benefit ที่ลูกค้าชอบ เพื่อให้ใช้เราเป็นเมนแบงก์ จากปีก่อนเราเสนอดอกเบี้ย 6%”

นางสาวกมลวรรณ อิ่มฤทัยเจริญโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานผลิตภัณฑ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2567 สภาพคล่องของธนาคารลดลงเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ธนาคารมุ่งเน้นขยายฐานเงินฝากประจำระยะสั้น ถึงระยะปานกลาง ทั้งสกุลเงินบาทไทย และเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศจากทุกกลุ่มลูกค้า โดยวางเป้าหมายเงินฝากปี 2567 อยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาทขึ้นไป เพื่อรองรับการขยายสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลัง

สำหรับอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2566 สภาพคล่องของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อที่ต่ำ ทำให้อัตราส่วนของสินเชื่อต่อเงินฝากของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ต่ำกว่า 100%

นายกฯถก 4 แบงก์ ช่วยลดดอกเบี้ย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 23 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เชิญผู้บริหารและตัวแทนธนาคารของรัฐและเอกชน เข้าหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ประกอบด้วย นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย และนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที เพื่อขอความร่วมมือเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

โดยนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม.ว่า ได้พูดคุยถึงสภาพเศรษฐกิจ และปัญหาเศรษฐกิจทั่วไป รวมถึงพูดคุยว่าสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งมาก จากผลประกอบการที่ออกมา จึงได้พูดกับผู้บริหารธนาคารว่า พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น SMEs ผู้ประกอบการรายย่อย มีปัญหาเรื่องดอกเบี้ยสูง จึงขอร้องและพูดคุยแบบคนที่รู้จักกันมา 10-20 ปี โดยขอร้องทั้ง 4 ท่านว่าขอให้พิจารณาดูแลเรื่องดอกเบี้ยบ้าง โดยทั้ง 4 คน รับปากว่าจะไปพูดคุยกัน

นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องปัญหาดอกเบี้ย จึงเชิญผู้บริหารมาตั้งแต่ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแล้ว และได้คิวมาพร้อมกันในวันนี้ มาคุยให้พร้อมกันเพื่อความเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่การแข่งขันทางธุรกิจหรือชิงดีชิงเด่น ว่าลดมากหรือน้อย แต่อยากให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มาดูกันว่าจะช่วยเหลือได้มากน้อยขนาดไหน ขอให้ทุกคนไปคุยกันและน่าจะมีอะไรออกมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้บริหารทั้ง 4 ธนาคาร ได้ให้กรอบเวลาที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้เมื่อใด นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการให้เกียรติกัน เรารู้จักกันมา 20 ปี มองตาก็รู้ใจว่าเราต้องการอะไรจากกันและกัน ทำได้แค่ไหนคงแค่นั้น คงไม่ไปกดดันอะไร โดยอยากให้รอคอยสักนิด เพื่อให้ทั้ง 4 แบงก์มีเวลา พิจารณาทั้งระบบว่าจะต้องทำอย่างไร โดยเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2567 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีกำไรสุทธิรวม 6.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.35% จากไตรมาส 4/2566 ที่อยู่ 5.05 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.70% เทียบกับช่วงไตรมาส 1/2566 โดยดูธนาคารที่มีกำไรสูงสุดคือ ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13,486 ล้านบาท รองลงมา ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรสุทธิ 11,281 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิ 11,079 ล้านบาท