ต่างชาติ 12 ราย จ่อเซ็นลงทุน EEC วงเงิน 1.5 แสนล้าน
EEC
“ดร.จุฬา” เลขาอีอีซี เผย นักลงทุนต่างชาติจ่อเซ็นสัญญาลงทุนในพื้นที่อีอีซี 12 ราย วงเงินลงทุนกว่า 1.5 แสนล้าน พร้อมเผยมีผู้เข้ามาขอจัดตั้งเขตนิคมฯ ในไปป์ไลน์ 30 ราย พื้นที่ 1,000 ไร่ คาดปี 2568 เสนอบอร์ด EEC – ครม. อนุมัติได้ 10 ราย และคาดไตรมาส 3/68 ชง ครม. เพิ่ม “ปราจีนบุรี” เป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4 “ดร.กอบศักดิ์” ประธาน FETCO ชี้ปีนี้เศรษฐกิจฟื้นรับส่งออก-ท่องเที่ยว-FDI
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยว่า ในปี 2568-2569 จะเป็นปีทองการลงทุนครั้งใหญ่จากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยอีอีซีถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะมีความสำคัญต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากมีธุรกิจประเภท New S-Curve ที่สำคัญ และมีเป้าหมายคลัสเตอร์ที่ชัดเจน
ประกอบด้วย 1.การแพทย์และสุขภาพ 2.ดิจิทัล (อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์, การป้องกันประเทศ) 3.ยานยนต์สมัยใหม่ 4.BCG (เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, การแปรรูปอาหาร) และ 5.บริการ (การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, การบินและโลจิสติกส์, การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา)
โดยปัจจุบันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC สำคัญจะประกอบด้วย 1. ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตะพุด ระยะที่ 3 ที่คาดจะเปิดให้บริการปี 2570 2. ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่คาดจะเปิดให้บริการปี 2571 3. สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา จะเปิดให้บริการปี 2571 และ 4. รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่จะเปิดให้บริการประมาณปี 2572 โดยมีเงินลงทุนรวม 682,944 ล้านบาท
ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2561 จนถึงไตรมาส 3/2567 มูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี มีมูลค่ากว่า 1.73 ล้านล้านบาท เป็นนักลงทุนจากประเทศจีนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุดแซงหน้าญี่ปุ่น
และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (1 ม.ค. 2566 จนถึง 20 ก.ย. 2567) จากที่ได้มีการพูดคุยชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอีอีซีรวมทั้งหมด 139 ราย พบว่าในจำนวนนี้ขณะนี้มีการยื่นข้อเสนอโครงการลงทุนเข้ามาแล้วประมาณ 12 ราย แยกเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล 4 ราย เศรษฐกิจ BCG 4 ราย และบริการอีก 4 ราย โดยทั้ง 12 โครงการนี้คิดเป็นเงินลงทุนรวม 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาลงทุนโครงการได้ภายในปีนี้
“เบื้องต้นได้กำหนดตัวชี้วัดให้ทีมงานพยายามหานักลงทุนเข้ามาลงทุนให้ได้วงเงินลงทุนต่อปีละ 1.2 แสนล้านบาท และให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงได้ปีละ 1 แสนล้านบาท โดยพยายามให้แต่ละโครงการต้องมีการตอกเสาเข็มเริ่มลงทุนก่อสร้างในปีแรกสัดส่วนราว 20% และทยอยลงทุนต่อเนื่อง 2-3 ปีข้างหน้า” ดร.จุฬา กล่าว
นอกจากนี้ยังเห็นแนวโน้มของคนที่เข้ามาขอจัดตั้งเขตนิคมฯ (เขตที่ดินเพื่อการจัดสรรอุตสาหกรรม) ในไปป์ไลน์อีก 30 ราย ระดับพื้นที่ 1,000 ไร่ ซึ่งคาดว่าในปี 2568 จะเสนอต่อบอร์ด EEC และเสนอเข้าสู่ ครม. รับทราบ ได้ประมาณ 10 ราย
ดร.จุฬา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในปัจจุบันที่ดินในพื้นที่ EEC ค่อนข้างแพง โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและระยองเป็นเมืองหลักในการลงทุน และบางอุตสาหกรรมเริ่มขยายการลงทุนในบางอำเภอในพื้นที่ฉะเชิงเทรา อย่างไรก็ดีจากที่ทางสภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าไทย อยากให้อีอีซีพิจารณาเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC นั้น จากประเมินแล้วพบว่ามีความพร้อม เพราะรายได้จังหวัด 75% มาจากภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าประมาณช่วงไตรมาส 3/2568 จะเสนอ ครม. อนุมัติเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เป็นจังหวัดที่ 4 ได้ และหลังจากนั้นมีแผนจะเพิ่มจังหวัดจันทบุรีเป็นพื้นที่ EEC ในจังหวัดที่ 5 ในอนาคตต่อไป
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ประเทศไทยจะมีข่าวดีอย่างน้อยประมาณ 3 เรื่องหลักคือ 1. การส่งออกไทย ที่จะค่อย ๆ ขยายตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 2. การท่องเที่ยวไทย ที่คาดจำนวนนักท่องเที่ยวจะทะลุ 40 ล้านคน และ 3. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะยกระดับอนาคตให้กับประเทศไทย จากที่ตัวเลขการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงสุดในรอบ 10 ปี