ส่องแผนขยายฐานภาษี สรรพากรแจงสภาฯ หนทางปั๊มรายได้
The Revenue Department collects taxes
กระทรวงการคลังเพิ่งรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67-มิ.ย. 68) พบว่า รัฐบาลเก็บรายได้สุทธิ 2,046,090 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการไป 30,314 ล้านบาท หรือ 1.5% แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 35,648 ล้านบาท หรือ 1.8%
เมื่อเข้าไปดูไส้ในเป็นรายหน่วยงาน พบว่า กรมภาษีทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ต่างเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการทั้งสิ้น โดยเก็บได้รวมกัน 2,153,468 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการไป 67,994 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 3.1%
ก่อนหน้านี้ ทางกระทรวงการคลังได้ออกมายอมรับว่า ในปีงบประมาณ 2568 การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลน่าจะต่ำกว่าประมาณการกว่า 120,000 ล้านบาท
สรรพากรรับรายได้ “ปริ่มเป้า”
เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ปิ่นสาย สุรัสวดี” อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แต่กรมสรรพากรยังมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 2.37 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้จัดเก็บรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ในส่วนที่จัดเก็บเอง

สำหรับการยื่นแบบภาษีนิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) หรือ ภ.ง.ด. 51 ในเดือน ส.ค.นี้ ถึงแม้ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีทั้งที่ฟื้นตัวและยังชะลอตัว แต่โดยภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ โดยกลุ่มธุรกิจที่ยังทำได้ดี คือ ธุรกิจการเงิน และโมเดิร์นเทรด หรือซื้อมาขายไป ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง รถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี
“ตอนนี้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรยังปริ่ม ๆ จากเป้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่กรมสรรพากรเก็บเองและส่วนที่หน่วยงานอื่นเก็บให้ ซึ่งในส่วนของเรา เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้ตามเป้า แต่ถ้ารวมจากหน่วยงานอื่น ๆ อีกประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ก็ค่อนข้างเหนื่อย”

ดึง AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี
ทั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากรระบุว่า มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีผ่านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วย ในการวิเคราะห์ฐานภาษีและตรวจจับความผิดปกติ เพื่อป้องกันการทุจริตและเพิ่มความแม่นยำในการประเมินภาษี ช่วงตั้งแต่ปี 2568-2570 โดยกรมสรรพากรตั้งเป้าว่าจะก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบในปี 2570
ล่าสุด กรมสรรพากรได้ร่วมลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และธนาคารกรุงไทย ดำเนิน 4 โครงการนำร่องที่สำคัญ คือ 1.Tax Assessment AI ใช้ AI ในการกำหนดประเมินภาษีเพื่อให้ถูกต้องแม่นยำ และให้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวิเคราะห์ 2.AI for Big Data ใช้ AI ประมวลผลข้อมูลฐานภาษีขนาดมหาศาล เพื่อวิเคราะห์การเงินและการตรวจสอบภาษี
3.AI for Document Processing นำ AI มาอ่านข้อมูลในเอกสารต่าง ๆ เช่น ใบกำกับภาษีที่เป็นกระดาษ ให้เป็นข้อมูลดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ลดเวลาการทำงานโดยเจ้าหน้าที่จาก 100 ชั่วโมง เหลือเพียง 6 ชั่วโมง และ 4.One Portal One Profile โดย AI จะประมวลพฤติกรรมการเสียภาษีของแต่ละบุคคล และสร้างโปรไฟล์เฉพาะตัวสำหรับผู้เสียภาษีแต่ละราย
“แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและเป็นโครงการสนับสนุนที่เน้นการประหยัดเวลาและเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลบริการ แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ในเชิงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ชัดเจนแล้ว เช่น การลดเวลาประมวลผลและการช่วยให้การคืนภาษีทำได้เร็วขึ้น”
สรรพากรชี้ปัญหาฐานภาษีลดลง
นอกจากนี้ อธิบดีกรมสรรพากรได้ชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ทุกวันนี้สัดส่วนการเก็บรายได้ต่อ GDP ของกรมสรรพากรเหลือ 14% จากตัวเลขมาตรฐานของสหภาพยุโรป อยู่ที่ 18%
เนื่องจากทุกวันนี้มี 1.เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ที่กินภาษีไปมาก แต่ที่ให้ก็เพราะหวังว่าผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ไป จะต้องไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์ 2.การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และ 3.สังคมสูงอายุ ที่ทำให้ฐานภาษีลดลง
“ประชากร 66 ล้านคน ทำไมมีผู้เสียภาษีแค่ 10 ล้าน ก็เพราะต้องตัด 15 ล้านคนแรกออก คือ อายุไม่ถึง 15 ปี ตัดออก เหลือ 40 ล้านคน ตัดธุรกิจครัวเรือน พระสงฆ์ เกษตรกรรม ออก ก็จะเหลือ 15 ล้านคน ยื่นแบบ 10 ล้านคน ดังนั้น กรมก็พยายามหาอีก 5 ล้านคนให้เจอ”
อธิบดีกรมสรรพากรยังบอกด้วยว่า ปัญหาที่กรมสรรพากรเจอในปัจจุบัน ที่มีผลกระทบต่อฐานภาษีคือ 1.ยื่นแบบต่ำกว่าความเป็นจริง 2.ธุรกิจเงินสด 3.ธุรกิจในครัวเรือน 4.ผู้ที่มีเงินได้แหล่งที่สอง แต่ยื่นแบบเฉพาะเงินเดือน และ 5.เงินได้นอกระบบ ดังนั้น การจะติดตามสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องมีระบบที่เข้าไปดู เพื่อจะหาตัวคนให้เจอ ซึ่งต้องเชื่อมข้อมูลกับภายนอก ที่กรมพยายามทำอยู่
เร่งขยายฐานอินฟลูฯ 3 ล้านคน
สำหรับการเก็บภาษีกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ อธิบดีกรมสรรพากรชี้ว่า ปัจจุบันก็มีทั้งการให้ความรู้ และใช้สื่อประชาสัมพันธ์ว่า หากกรมสรรพากรตรวจเจอว่าไม่เสียภาษีหรือเสียไม่ครบถ้วน ก็จะมีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม 1 เท่า 2-3 เท่า ดังนั้นให้เข้ามายื่นแบบให้ถูกต้อง ซึ่งถือว่าได้ผลระดับหนึ่ง เพราะอินฟลูฯ บางส่วนก็มีการเข้ามาพบและยื่นแบบประเมินตนเอง
“ความยากของการจัดเก็บ ก็คือ ทำอย่างไร เราจะหากลุ่มเหล่านี้เจอ ซึ่งนายกสมาคมอินฟลูฯ บอกเองว่า ทุกวันนี้อินฟลูฯ เมืองไทยมีประมาณ 3 ล้านคน โดยกรมก็ใช้วิธีการให้ความรู้ก่อน”
ศึกษาแยกเก็บภาษีเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ อธิบดีกรมสรรพากรบอกด้วยว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษา ว่า ในอนาคตจะปรับรูปแบบการเก็บภาษีธุรกิจเอสเอ็มอี แยกต่างหากจากธุรกิจรายใหญ่หรือไม่ โดยในต่างประเทศ บางประเทศจะใช้ Turn over Tax
“รายได้หักรายจ่าย ก็เป็น Turn over Tax ได้เลย เหมาไปเลยเก็บ 1.5% หรือ 2% โดยเรื่องนี้กรมสรรพากรศึกษาอยู่ แต่ทั้งนี้ เรื่องเหล่านี้จะทำหรือไม่ เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย” อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว