beautiful-cryptocurrwncy-concept-2
หุ้นแบงก์ เป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนมาโดยตลอด เพราะมีการเติบโตตลอด แม้จะชะลอไปบ้างในบางช่วง ซึ่งอิงกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ขณะเดียวกันหุ้นแบงก์ยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลได้ในระดับสูงมาตลอด ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ก็สะท้อนภาพดังกล่าวได้ดี ส่วนแนวโน้มปี 2569 จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม
ปี’68 หุ้นแบงก์ดีเกินคาด
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย กล่าวว่า ภาพรวมปี 2568 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือว่าทำผลงานออกมาดีกว่าที่คาด โดยกำไรทั้งปีมีแนวโน้มเติบโต 6-7% จากเดิมที่ประเมินว่าโตต่ำ ดังนั้น แม้กำไรไตรมาส 4 จะอ่อนตัวลงตามฤดูกาล แต่เมื่อรวมกับอัตราเงินปันผลเฉลี่ยราว 6% ถือว่าเป็นปีที่ไม่แย่ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น
“การเติบโตของกำไร 6-7% บนสมมุติฐาน GDP ไทยขยายตัวราว 2% ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งปัจจัยพยุงผลประกอบการ มาจากกำไรจากเงินลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นตามการขยายตัวของพอร์ตลงทุน รวมถึงการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลง”
ปี’69 เผชิญสารพัดปัจจัยเสี่ยง
อย่างไรก็ดี แนวโน้มปี 2569 หุ้นแบงก์จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่าปีนี้ โดย GDP อาจขยายตัวเพียง 1.5% ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อทำได้ยาก มีโอกาสเติบโตเพียง 1-1.5% จากปี 2568 ที่คาดว่าสินเชื่อจะติดลบ 2-3% ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์และระดับหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มองว่า ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
“ในปี 2569 กำไรจากพอร์ตลงทุนอาจไม่สามารถเติบโตได้ต่อ เนื่องจากฐานที่สูงมากในปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันการลดดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยลบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารโดยตรง ส่วนการลดสำรองหนี้ แม้จะยังมีอยู่ แต่จะลดลงในอัตราที่ไม่มากนัก ทำให้ภาพรวมแล้วกำไรกลุ่มธนาคารในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวถึงติดลบประมาณ 1-2% หรืออยู่ในกรอบ 0 ถึง -2% สะท้อนความท้าทายในการเติบโต”
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งประเด็นการเลือกตั้ง สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งล้วนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจ โดยปัจจัยบวกที่อาจเริ่มเห็นสัญญาณถึงจุดต่ำสุดแล้ว (Bottom out) คือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการลงทุนภาคเอกชนในกลุ่ม Data Center ที่คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน
“ปี 2569 ปัจจัยลบหลักยังคงเป็นความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนมาตรการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ จะส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นธนาคารค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นมาตรการที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ หลังการยุบสภา ทำให้การผลักดันนโยบายอาจทำได้ไม่เต็มที่ และรัฐบาลอาจให้น้ำหนักกับการเลือกตั้งและการเจรจาด้านภาษีการค้ากับสหรัฐมากกว่า”
คาดแบงก์คงระดับจ่ายปันผลสูง
นายธนเดชกล่าวว่า ในด้านเงินปันผล มองว่าธนาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มรักษาระดับการจ่ายปันผลในปี 2569 เท่าเดิม หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย แม้กำไรจะไม่เติบโต โดยธนาคารขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลงมากกว่าธนาคารขนาดเล็ก แต่ด้วยฐานะเงินทุนที่แข็งแกร่ง ทำให้ยังสามารถคงการจ่ายปันผลได้
“ผู้ลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก และอาจใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว เพื่อรอรับผลกระทบจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและดอกเบี้ยขาลง”
คาดกำไรแบงก์โต 1.2%
นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการหุ้นกลุ่มแบงก์ในปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิรวมของ 7 ธนาคารหลัก ได้แก่ BBL, KBANK, KTB, SCB, KKP, TISCO และ TTB จะอยู่ที่ประมาณ 226,000 ล้านบาท หรือเติบโต 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกำไรของกลุ่มธนาคารยังสามารถเติบโตได้เล็กน้อย เนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่ดี คาดว่าการตั้งสำรองหนี้สูญ ยังสามารถปรับลดลงได้อีก
“รายได้ดอกเบี้ยรับ มีแนวโน้มชะลอตัว จากการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ลดลง เนื่องจากธนาคารยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ประกอบกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง หลังการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงสิ้นปี 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบชัดเจนมากขึ้นในปี 2569 เป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร”
หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ช้าฉุดเบิกจ่าย
นายตฤณกล่าวว่า บล.หยวนต้า มองปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 ได้แก่ ประเด็นการเลือกตั้ง หากเกิดความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล อาจส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐล่าช้า และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจที่อาจต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ รวมถึงความเสี่ยงด้านการท่องเที่ยว โดยแม้จะมีการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาอยู่ที่ราว 35 ล้านคน แต่หากค่าเงินบาทยังแข็งค่า หรือเศรษฐกิจจีนชะลอตัว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวได้
“ทิศทางอัตราดอกเบี้ย มองว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้อีก 1-2 ครั้ง แต่ผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากธนาคารจะหันมาแข่งขันกันในด้านการควบคุมค่าใช้จ่ายและการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) มากขึ้น ทั้งนี้ หุ้นแนะนำ ได้แก่ KTB จากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่แข็งแกร่ง อัตราความครอบคลุมหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูง และมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการขายหุ้น THAI รวมถึงเลือก KBANK เป็นอีกหนึ่งหุ้นเด่นของกลุ่ม”
มอง “KTB-KBANK” หุ้นเด่น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (KKPS) คาดการณ์ว่ากำไรปี 2568 ของภาคธนาคารจะโตประมาณ 5% ส่วนปี 2569 กำไรมีแนวโน้มอ่อนตัวเล็กน้อยมากกว่าจะปรับลงแรง คาดรายได้รวมจะลดลง 7% และกำไรลดลง 4% ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยในปี 2570 ปัจจัยชดเชยแรงกดดันจาก NIM ได้แก่ ค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลง (มีเงินกันสำรองส่วนเกิน) ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากบริการบัตรเครดิต การให้คำปรึกษาการลงทุน การชำระเงิน และการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด
สำหรับการจ่ายเงินปันผล TISCO และ SCB จ่ายเกิน 80% อยู่แล้ว ส่วน TTB จ่ายรวมปันผลและซื้อหุ้นคืน เท่ากับ 100% โดย KKPS ได้ปรับเพิ่มเงินปันผลต่อหุ้น สำหรับ BBL คาดการณ์ว่าจะเพิ่ม 6% เป็น 9 บาท, KTB คาดการณ์ว่าจะเพิ่ม 16% เป็น 1.76 บาท และ KBANK จะรวมเงินปันผลพิเศษเข้ากับการจ่ายปกติ
ขณะที่มูลค่าหุ้นธนาคารยังน่าสนใจจากเงินปันผลที่สูง และกำไรที่คาดว่าจะลดลงเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ KKPS ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ BBL, KBANK, KTB และ TTB และยังมองว่า KTB และ KBANK เป็นหุ้นเด่น