เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“ธนารักษ์” เล็งปรับสัญญาเช่า “บ้านทรงคุณค่า” ดึงเอกชนลงทุน

26 พ.ย. 2563 | 10:39น.

ธนารักษ์เดินหน้าให้เอกชนเช่า “บ้านทรงคุณค่า” เร่งคัดเฟสแรก 6 แห่ง นำออกประมูล ยอมรับ “บ้านพายัพ” ที่เปิดประมูลไปก่อนหน้านี้กระแสตอบรับไม่ดี เตรียมปรับเงื่อนไขสัญญาเช่าจาก 5 ปี เป็น 30 ปี พร้อมลดค่าเช่า-ค่าธรรมเนียม ขณะที่ต้นปี’64 ลุยเปิดประมูล “บ้านเขียว อยุธยา” พร้อมกางแผนปั๊มรายได้ 1 หมื่นล้านบาทปัดฝุ่นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 จังหวัด-จัดเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์

นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้ตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมเปิดประมูลบ้านทรงคุณค่า ซึ่งในรอบแรกกรมจะนำที่ราชพัสดุทรงคุณค่ามาเปิดประมูลให้เอกชนเช่าเชิงพาณิชย์และอนุรักษ์ได้ 5-6 แห่ง

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปอีกครั้งว่าจะนำที่ส่วนใดบ้างมาเปิดประมูลเฟสแรก ซึ่งมีบ้านที่อยู่ในการพิจารณาราว 40-50 หลัง อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กรมได้เปิดประมูลบ้านพายัพไปแล้ว และเตรียมเปิดประมูลบ้านเขียว ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งจะให้สิทธิเอกชนถือสัญญาเช่า ระยะเวลานานถึง 30 ปีเพื่อได้วางแผนการลงทุน

สำหรับบ้านพายัพเปิดประมูลเพื่อให้เอกชนเช่าเชิงพาณิชย์และอนุรักษ์ และปรับปรุงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน โดยเปิดให้เอกชนยื่นความจำนงเปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารพัสดุตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่ากระแสตอบรับยังไม่ค่อยดี เนื่องจากจำนวนเอกชนที่ยื่นข้อเสนอเข้ามายังมีน้อยราย ซึ่งกำลังพิจารณาสาเหตุว่าเป็นเพราะราคาค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียม

เนื่องจากบ้านพายัพค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมอาจจะต้องใช้ทุนในการปรับปรุงค่อนข้างมาก และอาจจะใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงค่อนข้างนานด้วย หากเทียบกับสัญญาเช่าที่มีระยะเวลาเพียง 5 ปี ซึ่งกรมก็อยู่ระหว่างการพิจารณาการปรับสัญญาเช่าใหม่เพื่อดึงดูดให้เอกชนเข้ามาเช่าต่อไป

“ตอนนี้ยังรอดูว่าหลังจากที่ปิดประมูลบ้านพายัพแล้ว จะมีคนเข้ามายื่นหลายรายหรือไม่ ถ้ามีผู้เข้ามายื่นเปิดประมูลน้อยหรือไม่มีเลย กรมอาจจะต้องกลับมาพิจารณาปรับราคาสัญญาใหม่ ซึ่งเดิมกรมเปิดราคาค่าธรรมเนียมไว้ที่ 1.7 ล้านบาท คิดค่าเช่า 2-3 หมื่นบาทต่อเดือนระยะสัญญา 5 ปี

ซึ่งอาจจะสั้นไปกรมก็จะมาปรับอีกครั้งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขพิเศษหากสัญญาเดิมกระแสตอบรับไม่ดี เช่น ลดค่าเช่า ค่าธรรมเนียม แล้วให้ระยะเวลาสัญญายาวขึ้น เพื่อให้เขาได้วางแผนระยะเวลาการปรับปรุงบ้านเพื่อเป็นแผนการลงทุนต่อไป” นายยุทธนากล่าว

ทั้งนี้ การนำที่ราชพัสดุทรงคุณค่ามาเปิดให้เอกชนเช่าตอนนั้น ไม่ได้มีผลในแง่การจัดเก็บรายได้ของกรมมาก แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เพราะหากปล่อยบ้านเหล่านี้ทิ้งไว้ก็จะเก่าและทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ กรมจึงมีนโยบายที่จะเข้าไปปรับปรุงให้มั่นคงในสภาพดีมากที่สุด พร้อมเปิดให้เอกชนเข้าไปเช่าเชิงพาณิชย์และอนุรักษ์เพื่อเพิ่มรายได้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป

นายยุทธนากล่าวด้วยว่า สำหรับปีงบประมาณ 2564 นี้ กรมได้เตรียมดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าที่สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณที่อยู่ระดับ 7,000 ล้านบาท

โดยมีแผนจะเพิ่มการจัดเก็บรายได้ด้วยการนำพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 3 แห่งมาเปิดประมูล ได้แก่ หนองคาย มุกดาหาร และตาก นำที่ราชพัสดุมาให้เช่าเชิงพาณิชย์, การจัดระเบียบส่วนราชการ, รวมทั้งที่ราชพัสดุที่รัฐวิสาหกิจจะต้องเข้ามาเช่า เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท

“เฉพาะการเปิดประมูลพื้นที่เศรษฐกิจ 3 แห่ง ก็คาดว่าจะทำให้จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท โดยตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน ธ.ค.นี้ และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ ม.ค. 2564 ซึ่งกรมจะมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนมากกว่าเดิม เช่น สิทธิประโยชน์การประกอบกิจการ ระยะเวลาการลงทุน 50 ปี และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ คล้ายกับพื้นที่อีอีซี เป็นต้น เพื่อดึงดูดความสนใจนักลงทุน” นายยุทธนากล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมธนารักษ์