สินเชื่อแบงก์ พ.ย.63 พลิกฟื้น 0.7% “KKP” โตสุด
“เอเซียพลัส” เผยสินเชื่อสุทธิเดือน พ.ย. 63 เกือบทุกธนาคาร เติบโตเฉลี่ย +0.7% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า + 4.2% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน จากความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้ารายใหญ่และสินเชื่อรายย่อย ด้าน “เกียรตินาคินภัทร” โตมากสุด 4.9% จากสินเชื่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ช่วงสั้น ซึ่งอาจเห็นการชำระคืนในระยะถัดไป ขณะที่กลุ่มลูกค้ารายย่อยขยายตัวจาก “สินเชื่อบ้าน-สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์” ตามการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์ในประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส จำกัด รายงานว่า กลุ่มธนาคารที่ฝ่ายวิจัยศึกษา (9 ธนาคาร) นำส่ง ธ.พ. 1.1 ณ สิ้น พ.ย. 63 พบว่าสินเชื่อสุทธิ (หลังหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) เติบโตเกือบทุกธนาคาร เฉลี่ย +0.7% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า (MoM) และ + 4.2% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ส่วนใหญ่มาจากความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้ารายใหญ่และสินเชื่อรายย่อย
โดย KKP มีทิศทางการเติบโตของสินเชื่อมากสุดในกลุ่มฯ ราว 4.9% MoM จากความต้องการใช้สินเชื่อในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ช่วงสั้น ซึ่งอาจเห็นการชำระคืนของสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ในส่วนนี้ในระยะถัดไป ในขณะที่กลุ่มลูกค้ารายย่อยขยายตัวจากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ตามการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์ในประเทศ
รวมทั้งแผนการเติบโตในกลุ่มลูกค้าแบรนด์ใหม่ อย่าง MG, HONDA, ISUZU และ TOYOTA ส่วน ธ.พ. อย่าง SCB, KTB, KBANK, TMB (รวม TBANK) บวกเฉลี่ยราว 1.1% MoM และ TISCO สินเชื่อเติบโตครั้งแรกในรอบ 10 เดือนราว 0.21% จากกลุ่มลูกค้า SMEs เบิกใช้สินเชื่อ Floor plan รองรับงาน Motor Expo ในช่วง ธ.ค.63 ส่วน BBL และ BAY สินเชื่อติดลบเล็กน้อยเฉลี่ยราว 0.7% MoM
สำหรับแนวโน้มสินเชื่อ ธ.ค.เชื่อว่าไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วง พ.ย. 63 มากนัก โดยคาดหวังแรงส่งจากเบิกใช้สินเชื่อในกลุ่ม Working capital ของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อรองรับยอดขายช่วงปลายปี ตามฤดูกาล
ด้านเงินฝากกลุ่มฯ ณ พ.ย. 63 เพิ่มในอัตราเร่งกว่าสินเชื่ออยู่ที่ 1.1% MoM (+9.3% YTD) เนื่องจากสภาพคล่องในระบบฯ ยังอยู่ในระดับสูง รวมทั้งตลาดสินทรัพย์เสี่ยงยังผันผวน ทำให้คาด NIM กลุ่มฯ ในงวดไตรมาส 4/63 ยังฟื้นตัวช้า
ขณะที่แนวโน้มปี 2564 ยังคงให้น้ำหนักไปที่คุณภาพสินทรัพย์ ช่วงรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยฝ่ายวิจัยเชื่อว่าภาพเศรษฐกิจไทย ยังมีโมเมนตัมที่ดี หากควบคุม COVID-19 ภายใน 3-4 สัปดาห์ ทำให้ความเสี่ยงด้าน Asset Quality จากการระบาดระลอกใหม่ลดลง
อย่างไรก็ดีสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ฝ่ายวิจัยจึงมองว่า ธ.พ. ที่มีการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในช่วงที่ผ่านมาย่อมปลอดภัยกว่า
แนะนำลงทุนเท่าตลาด ชอบ ธ.พ. ที่มีการตั้ง ECL สูงในช่วงที่ผ่านมา ช่วยรองรับความเสี่ยงในระหว่างรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เลือก TISCO (FV@B95) แข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้ง Coverage ratio ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/63 สูงสุดในกลุ่มราว 196% และแนวโน้ม ROE สูงสุดในกลุ่มฯ ประกอบกับ Dividend yield น่าสนใจปี 2563 ราว 4% และปี 2564 คาดไว้ 8% ส่วน ธ.พ. ขนาดใหญ่ แนะนำ KBANK (FV@B126) และ BBL (FV@B154)
