ตลาดหลักทรัพย์ฯ จี้รัฐเคลียร์ 3 ประเด็น ก่อนเก็บภาษีขายหุ้น

หุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้มี 3 ประเด็นรัฐต้องเคลียร์ ก่อนตัดสินใจเก็บภาษีขายหุ้น ระบุเพื่อให้กระทบทั้งระบบน้อยที่สุด แจงผนึกผู้ร่วมตลาดให้ข้อมูลภาครัฐมาโดยตลอด

วันที่ 12 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงมุมมองของ ตลท. ต่อกรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมีมุมมองต่อเรื่องนี้ด้วยกัน 3 เรื่อง ที่ได้ให้ข้อมูลกับทางการมาโดยตลอด คือ

1. ภาษีที่จะจัดเก็บดังกล่าว อัตราใดคืออัตราที่เหมาะสม 2. ประเภทของการซื้อขายแบบไหนที่ควรถูกจัดเก็บภาษี และ 3. ระยะเวลาที่ควรแจ้งให้ผู้ร่วมอุตสาหกรรมได้รับทราบก่อนล่วงหน้า ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาให้ครบถ้วน เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งระบบให้น้อยที่สุด

“เราได้มีการปรึกษา และประชุมกับผู้ร่วมตลาดหลายครั้ง ซึ่งมีการให้ความเห็น และส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้กับทางการมาโดยตลอด” นายภากรกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า สัปดาห์นี้ คณะกรรมการ FETCO จะมีการประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Financial Transaction Tax) เพื่อหาข้อสรุปในการทำหนังสือในนาม FETCO ไปยังกระทรวงการคลังชี้แจงให้รับทราบ หลังจากที่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาหลายครั้ง ซึ่งพบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเก็บภาษีขายหุ้น

“ผมเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากช่วงเวลา เก็บภาษีจากการขายหุ้นยังไม่เหมาะสม แม้จะเห็นใจรัฐบาลที่ขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง แต่หากมองมาตรการดังกล่าวในระยะยาวอาจกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดทุน ถือเป็นการลดประสิทธิภาพของตลาดทุนไทยได้ ซึ่งหากมีการเก็บภาษีจากการขายหุ้นเกิดขึ้นในปีนี้จริง ประเมินว่าผลกระทบเบื้องต้นโดยรวมว่าน่าจะส่งผลให้วอลุ่มการซื้อขายตลาดหายไปราว 20-30%” นายไพบูลย์กล่าว

นอกจากนี้ ประธาน FETCO คาดว่า กลุ่มนักลงทุนที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากมีการเริ่มใช้มาตรการเก็บภาษีขายหุ้น คือ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากต้นทุนในการซื้อขายหุ้นโดยปกติก็สูงกว่า 1 เท่าตัวของนักลงทุนในประเทศอยู่แล้ว หากมีการจัดเก็บภาษีก็อาจจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงไปอีก


ทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจเลือกไปลงทุนในตลาดอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้การลงทุนลดลงจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนกว่า 40% ของปริมาณการซื้อขายรวม และกลุ่มถัดไปที่โดนผลกระทบคือกลุ่มเทรดเดอร์และ Prop Trade ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนการลงทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน