เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
World อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
ดูทั้งหมด

“ลดโลกร้อน” เทรนด์การค้ายุคใหม่

23 ต.ค. 2565 | 09:20น.

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : กษมา ประชาชาติ

หากยังจำได้ เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP 26) “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์ที่จะยกระดับเป้าหมายการดำเนินงานของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ได้ในปี ค.ศ. 2065

สร้างความตื่นตัวให้ทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ที่แทบจะเรียกว่าตอนนี้ บริษัทใหญ่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างประกาศจุดยืนเรื่องนี้สอดรับไปกับนโยบายของประเทศอย่างแข็งขัน

ล่าสุดการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 หรือ COP 27 กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 3-18 พฤศจิกายนนี้ ณ เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ โดยครั้งนี้ ฝ่ายไทย “วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ให้ร่วมประกาศจุดยืนร่วมมือประชาคมโลก ในการดำเนินการเพื่อควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยโลก ไม่ให้เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งเร่งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก และความเป็นกลางทางคาร์บอนเร็วขึ้น

สำหรับกรอบการเจรจาในรอบนี้ ไทยยังมุ่งเน้นให้เป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาฯ และความตกลงปารีส สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ นโยบายและแผนของประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนโยบายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG

ซึ่งไทยก็ได้มีการจัดทำและปรับปรุงเอกสารยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (Long Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy : LT-LEDS) และการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (National Determined Contribution : NDC) เพื่อยกระดับเป้าหมายของไทย ประกอบด้วย

1) ยุทธศาสตร์ระยะยาว เร่งเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดให้เร็วขึ้น 5 ปี จากเดิม ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) เป็น ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) เป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิม ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) เป็น ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เร็วขึ้น 35 ปี จากเดิมใน ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643) เป็น ภายในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608)

2) การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 (2nd Updated NDC) ที่ยังคงมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับ NDC ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 แต่มีการแก้ไขเป้าหมายในระยะสั้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว ฉบับปรับปรุง โดยมีการแก้ไขในประเด็นที่สำคัญ เช่น เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกลดลง 30-40% จากกรณีปกติ ภายในปี ค.ศ. 2030 การเพิ่มเติมรายงานข้อมูล การปล่อย/การดูดซับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ และเพิ่มเติมผลสำเร็จเรื่องอื่น

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการ ไทยได้ประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย (Thailand Climate Action Conference : TCAC) และความต้องการได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) และพลังงานไฮโดรเจน รวมถึงการทำการเกษตรที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture : CSA) เพื่อเพิ่มผลิตภาพของผลผลิตและปล่อยคาร์บอนต่ำ

แน่นอนว่าในด้านการค้า ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการลดคาร์บอนและการจัดการกับการผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนขึ้นมาหารือระยะหนึ่งแล้ว โดย “อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อัพเดพถึงสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายของประเทศคู่ค้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดเรื่องนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค้าตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป ตลาดส่งออกหลักที่มีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณ 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ต่างอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีการปล่อยคาร์บอนปริมาณสูง

เริ่มจาก “อียู” ได้ออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ซึ่งจะนำร่องเก็บภาษีกับสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในสหภาพยุโรป 5 ชนิด และภายหลังได้เพิ่มเป็น 8 ชนิด ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการผลิตสินค้าต่าง ๆ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2570

ขณะที่ฝั่งสหรัฐ ทางสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐได้เสนอร่างกฎหมาย Clean Competition Act (CCA) ตั้งเป้าเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนปริมาณสูง โดยเสนอให้ผู้ผลิตของสหรัฐ และผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีคาร์บอน 55 เหรียญสหรัฐ ต่อการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน หากกระบวนการผลิตสินค้ามีการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

เบื้องต้นคาดว่าจะบังคับใช้ในสินค้าหลายชนิด อาทิ เชื้อเพลิงฟอสซิล ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ปุ๋ย ไฮโดรเจน กรดอะดิพิก ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม กระจก เยื่อกระดาษและกระดาษ และเอทานอล โดยจะเริ่มในปี 2567 และภายในปี 2569 จะขยายให้ครอบคลุมสินค้าสำเร็จรูปที่มีสินค้าข้างต้นเป็นส่วนประกอบในการผลิต ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา

หากเปรียบเทียบระหว่างร่างกฎหมาย CCA ของสหรัฐ กับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป พบว่า ทั้งสองมาตรการมีเป้าหมายเดียวกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แตกต่างกันแต่เพียงมาตรการ CBAM จะใช้บังคับกับสินค้านำเข้าเท่านั้น และจะเก็บภาษีคาร์บอนที่เกิดขึ้นทั้งหมด ส่วนร่างกฎหมาย CCA จะใช้บังคับกับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศและสินค้านำเข้า และจะเก็บภาษีคาร์บอนเฉพาะส่วนที่เกินกว่ากำหนดเท่านั้น

เทรนด์เรื่องนี้ แม้จะถูกมองว่าเป็น “ข้อกีดกันทางการค้า” แต่ผู้ผลิตสินค้าไทยตั้้งต้องรับให้พร้อม ทั้งการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน การจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการส่งออก ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องเร่งยกระดับระบบกลไกราคาคาร์บอนที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล เพื่อลดภาระการจ่ายภาษีหรือซื้อใบรับรองการปล่อยคาร์บอนที่ผู้ผลิตไทยต้องจ่ายให้ต่างประเทศ

สุดท้าย คือ ผู้บริโภคเองก็ต้องเตรียมรับมือ “ราคาสินค้า” ที่อาจจะมีการปรับสูงขึ้น จากการใช้มาตรการเหล่านี้จะกลายมาเป็นต้นทุนส่วนที่งอกเพิ่มเข้ามา แต่เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอยู่แล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจและเงินในกระเป๋าจะเอื้ออำนวยขนาดไหนก็ต้องมาลุ้นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ลดโลกร้อน