50 ปี ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เดินหน้าสร้างนักธุรกิจเพื่อสร้างชาติ
ถ้าความยาวนานของสถาบันการศึกษาสามารถการันตีได้ถึงคุณภาพ การผ่านร้อนผ่านหนาวของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) มาถึงปีที่ 50 คงเป็นบทพิสูจน์ที่ยืนยันถึงประโยคดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่มหาวิทยาลัยเอกชนกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งกับมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน รวมถึงเรื่องอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่องทุกปี “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์” อธิการบดี ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ถึงแผนงาน และทิศทางของมหาวิทยาลัยต่อจากนี้
มหา’ลัยเอกชนต้องหาจุดแข็ง
เบื้องต้น “ดร.ดาริกา” บอกว่า สภาพวันนี้เมื่อตลาดมีภาวะ over supply และมหาวิทยาลัยเอกชนมีความเสียเปรียบอยู่แล้วในหลายมิติ ทั้งเงินทุน เงินสนับสนุน หรือประเด็นอื่น ๆ จึงเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยเอกชนกำลังปรับตัวเพื่อหาจุดแข็ง หรืออัตลักษณ์ของตัวเองให้ชัดขึ้น ในส่วนของเราเล่นเรื่องผู้ประกอบการ หรือนักธุรกิจเป็นผู้สร้างชาติ อันเป็นคำขวัญของมหาวิทยาลัย
โดยเราจับจุดนี้เป็นตัวขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ทั้งการปรับหลักสูตร การดูแลนักศึกษา หรือมุมมองที่เราโค้ชนักศึกษา เสมือนเราเอาสภาพหน้างานที่เปลี่ยนแปลงจริง ๆ มาเป็นตัวผลักดันในการปรับมหาวิทยาลัยทุกมิติในการบริหารจัดการการศึกษา
ชูหลักสูตรผู้ประกอบการ
เรื่องนี้ถูกฝังตั้งแต่ระดับนโยบาย และเกิดการพูดซ้ำกับบุคลากร เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กร แล้วลงมายังหลักสูตร ซึ่งเราปรับหลักสูตรทั้งหมด ทั้งหลักสูตรของแต่ละสาขา และหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่รู้จักในชื่อวิชาศึกษาทั่วไป ก็จะทำเรื่องผู้ประกอบการคู่กัน โดยเราจะปลูกฝัง New Business DNA ให้นักศึกษาตั้งแต่ปี 1 ด้วยการสอนแบบโมดูลที่พัฒนาความคิดควบคู่ไปกับวิชาความรู้ หลังจากนั้นจะให้ทำ capstone หรือสร้างชิ้นงานในช่วงปีที่ 3-4
“เราดำเนินการไปแล้ว 1 เทอมกว่า ๆ ซึ่งเหมือนเราออก prototype 1.0 เราเรียนรู้ว่านักศึกษาชอบมากน้อยขนาดไหน อาจารย์ต้องปรับอะไรบ้าง โดยเราเริ่มเห็นว่าเด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะหลักสูตรมหาวิทยาลัยเน้นการเรียนเป็นโปรเจ็กต์ ดังนั้น จะเป็นสิ่งที่เด็กอยากทำ แล้วเราไกด์ให้ นักศึกษาบางส่วนไปได้เร็วมาก จนนำสิ่งที่ทำในโปรเจ็กต์มาใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนเขาได้เรียนรู้แล้วนำไปใช้เลย และเมื่อมหาวิทยาลัยต้องการสร้างผู้ประกอบการ สิ่งที่เราเห็นความสำคัญคือ นักศึกษามีความสามารถในการจัดการโปรเจ็กต์ เมื่อเขาผ่าน 4 ปีจากมหาวิทยาลัยจะต้องทำได้ 20 โปรเจ็กต์ อีกทั้งต้องเปิดและปิดโปรเจ็กต์เป็น พร้อมสร้างมูลค่าให้กับโปรเจ็กต์ได้”
โฟกัสอุตสาหกรรมให้ชัด
“ดร.ดาริกา” กล่าวเพิ่มเติมว่า เราตั้งธีมการทำงานเอาไว้ค่อนข้างชัด เรียกว่าเป็น area of excellence หรือ research area จุดเน้นของเราแบ่งเป็น 3 คลัสเตอร์ ที่ทุกคนต้องมาจับด้วยกัน ได้แก่ personal health & wellness, lifestyle และ design & technology อาจารย์ที่ทำวิจัยก็อยู่ภายใต้ธีมเหล่านี้ หรือหากไปรับงานวิจัยจากที่อื่น จะต้องอยู่ในขอบข่ายของ 3 คลัสเตอร์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน งานของนักศึกษาที่ทำ capstone จะเน้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ซึ่งเมื่อเรามีความชัดเจน ก็จะสามารถกำหนดเน็ตเวิร์กได้ชัดเจนเช่นกัน
“ในส่วนของด้านจีนที่เราโดดเด่น แม้ตอนนี้ธุรกิจบัณฑิตย์มีนักศึกษาจีน 3,000 กว่าคน แต่เรามองว่ายังไม่ได้เข้าไปถึงภาคธุรกิจจีนเท่าที่ควร ดังนั้น แผนงานที่เรากำลังทำคือ นำคนที่สนใจภาคธุรกิจจากจีนเข้ามารวมกัน แล้วสร้างเน็ตเวิร์ก ซึ่งนี่เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้นักศึกษาของเราได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดในภาคธุรกิจของจีนด้วย”
สร้างหน่วยงานสนับสนุน
“เราเพิ่งตั้ง DPU-X เมื่อเดือน ธ.ค. 2560 ซึ่ง X กินความหมายเยอะ ทั้ง experience, extra หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยหน่วยงานนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะมาแตะกับงานวิจัยของอาจารย์ และ capstone ของนักศึกษา ดังนั้น ศูนย์นี้เป็นเหมือนตัวต่อยอด เพราะหากนักศึกษาทำ capstone ได้ดี และมีแวว เราก็จะนำเขาไปกรูมต่อใน DPU-X”
นอกจากนั้น หน่วยงานนี้จะหา funding หรือเครือข่ายอื่นใน 3 คลัสเตอร์ที่เราโฟกัส แล้วดึงภาคธุรกิจเข้ามาทำงานด้วย เป็นตัวประสานงานที่คอยแจกโจทย์เข้าไปในแต่ละคณะ หรืองาน capstone ของนักศึกษา ขณะเดียวกัน จะมีงานสนับสนุนต่าง ๆ เช่นการจัดทำ entrepreneurship program รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงให้กับโปรเจ็กต์ต่าง ๆ สำหรับนักศึกษาที่มีแนวคิดและโปรเจ็กต์ที่อยากทำ
มธบ.ในโลกอนาคต
นอกจากนั้น “ดร.ดาริกา” มองเป้าหมายของธุรกิจบัณฑิตย์ว่า เราต้องการให้เด็กจบไปแล้วมีความเข้าใจในการทำธุรกิจ เข้าใจว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเปิดกว้างแค่ไหน และสามารถสร้างโอกาสให้คุณอย่างไรบ้าง โดยคำว่าผู้ประกอบการในความหมายของธุรกิจบัณฑิตย์คือคนที่มองวิกฤต และโอกาส แล้วต่อยอดแนวคิดมาสู่การทำโปรเจ็กต์ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ตอนนี้เราผลักดัน และเปิดโอกาสให้เขาทำ ผิดถูกไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ต้องคิดนอกกรอบและตีโจทย์ให้ได้
“ส่วนภาพรวมของธุรกิจมหาวิทยาลัยในอนาคต มองว่าตลาดย่อม over supply อยู่แล้ว ถ้ามหาวิทยาลัยไหนทำไม่ดีจริง งานไม่ออกมาจริง เด็กจบไปแล้วทำงานไม่ได้ หรือไม่ได้สร้างอะไรให้สังคม และไม่ได้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัยนั้นจะลำบาก ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยเอกชนลดลง”
แล้วหน้าตามหาวิทยาลัยในอนาคตจะเป็นอย่างไร คงเป็นเหมือน co-working space ให้กับนักศึกษา เพราะการเรียนการสอนคงไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งมหาวิทยาลัยจะปรับบทบาทเป็นที่ที่ให้นักศึกษามาลองทำโปรเจ็กต์ หรือทำชิ้นงานอันมาจากการประยุกต์กับสิ่งที่เขาได้อ่านมา โดยมีมหาวิทยาลัยคอยแนะนำ และป้อนนักศึกษาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม
“ตอนนี้ธุรกิจบัณฑิตย์กำลังเดินตามแนวทางนี้ เพราะเรามี maker space ในห้องสมุด และเริ่มปรับห้องเรียนเป็นห้องทำกิจกรรมหรือทำโปรเจ็กต์แล้ว เพื่อรองรับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
