เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน 7 เดือนกว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์ พาณิชย์ เร่งต่อยอดตลาดใหม่
Economic ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน 7 เดือนกว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์ พาณิชย์ เร่งต่อยอดตลาดใหม่
วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ปลุกพลัง “โกงได้…แก้ได้”เปิดข้อมูล 89% ปัญหาโกงฉุดพัฒนาประเทศ
Economic วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ปลุกพลัง “โกงได้…แก้ได้”เปิดข้อมูล 89% ปัญหาโกงฉุดพัฒนาประเทศ
ทุเรียนขึ้นแท่นสินค้าใช้สิทธิ FTA สูงสุด ครึ่งปีแรกเกษตร-อาหารแตะ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์
Economic ทุเรียนขึ้นแท่นสินค้าใช้สิทธิ FTA สูงสุด ครึ่งปีแรกเกษตร-อาหารแตะ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์
DITP เปิดเกมเยอรมนี ดัน “เกมไทย-อาหารไทย” เจาะตลาดโลก
Economic DITP เปิดเกมเยอรมนี ดัน “เกมไทย-อาหารไทย” เจาะตลาดโลก
พาณิชย์พาศิลปินไทยบุก Kiaf SEOUL ดัน “ลิขสิทธิ์ศิลปะ” สู่สินทรัพย์โลก
Economic พาณิชย์พาศิลปินไทยบุก Kiaf SEOUL ดัน “ลิขสิทธิ์ศิลปะ” สู่สินทรัพย์โลก
‘อ.ธนาธร’ ชำแหละมายาคติ AI ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปราชการไม่ใช่ “แทนคน” แต่คือ “รีดีไซน์ระบบ”
Uncategorized ‘อ.ธนาธร’ ชำแหละมายาคติ AI ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปราชการไม่ใช่ “แทนคน” แต่คือ “รีดีไซน์ระบบ”
‘สามชาย’ ชำแหละแผนปฏิรูปข้าราชการ ชง 3 ยุทธศาสตร์ รื้อระบบจ้างงาน-เลิกลดคนแบบฉาบฉวย
Politics ‘สามชาย’ ชำแหละแผนปฏิรูปข้าราชการ ชง 3 ยุทธศาสตร์ รื้อระบบจ้างงาน-เลิกลดคนแบบฉาบฉวย
“อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
Economic “อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
BKP-สมาคมส่งออกถั่วเหลืองสหรัฐ” ลงนาม MOU ขยายความร่วมมือความยั่งยืน
Business BKP-สมาคมส่งออกถั่วเหลืองสหรัฐ” ลงนาม MOU ขยายความร่วมมือความยั่งยืน
LHMH รุกขยายพอร์ตโรงแรม ทุ่ม 4.3 พันล้านเปิดแบรนด์ “วอยาจ” บูมพัทยา
Business LHMH รุกขยายพอร์ตโรงแรม ทุ่ม 4.3 พันล้านเปิดแบรนด์ “วอยาจ” บูมพัทยา
ดูทั้งหมด

เมื่อผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ห่วงนโยบายหาเสียง

17 ธ.ค. 2565 | 20:47น.
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

บรรยากาศทางการเมือง ที่กำลังคึกคักนับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลเลือกตั้งช่วงต้นปี 2566 ท่ามกลางการเลื้อยไหลของ ส.ส. ย้ายค่ายข้ามพรรคกันอลหม่าน รวมถึงการเจรจาควบรวมพรรคว่าจะลงเอยแบบไหน ไม่ต่างกับการควบรวมกิจการที่ต้องทำ due diligence ประเมินมูลค่าทรัพย์สินหนี้สินกันก่อน เพื่อดูว่า “ราคา” เหมาะสมมั้ย

อีกด้านบรรดาพรรคการเมือง ก็เดินหน้าประกาศนโยบายหาเสียงกันแบบเกทับบลัฟแหลก เพื่อเรียกกระแสนิยมของประชาชน

โดยนโยบายที่ทุ่มหมดหน้าตัก (ประเทศ) ก็คงเป็นนโยบายพรรคภูมิใจไทย เจ้าของสโลแกน “พูดแล้วทำ” ที่ผลักดันนโยบายกัญชาถูกกฎหมาย จนเป็นผลงาน ที่สร้างผลกระทบข้างเคียงมากมาย แบบไม่มีใครรับผิดชอบ

ที่รอบนี้ชูนโยบายหาเสียง “พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น หยุดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท” ที่เห็นป้ายหาเสียงติดทั่วประเทศ

แบบสัญญาว่าใครเป็นหนี้กับทั้งธนาคาร, สถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงหนี้สหกรณ์ และหนี้ กยศ. ให้พักหนี้ 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ทั้งประกาศว่าจะสามารถเริ่มดำเนินนโยบายได้ภายใน 3 เดือน หลังจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ได้แต่คิดว่าถ้านโยบายนี้ถ้าเป็นจริงขึ้น ไม่รู้ว่าระบบสถาบันการเงินของประเทศจะอยู่ในสภาพไหน แล้วสภาพประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

และล่าสุดที่เรียกความสนใจ และเสียงวิพาก์ษวิจารณ์ของทุกฝ่ายไม่แพ้กัน ก็คือการประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวันของพรรคเพื่อไทย และเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท/เดือน ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการทุกระดับชั้นที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

แม้ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย จะพยายามอธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีติดต่อกัน และอัตราค่าแรง และเงินเดือนปริญญาตรีดังกล่าวจะเกิดขึ้นในปี 2570 ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องอยู่ครบวาระ 4 ปี

เรียกว่า เห็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองทั้งหลายแล้ว ทำให้คิดถึงคำพูดของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี 2566 ว่า นอกจากความเสี่ยงใหญ่จากปัจจัยภายนอก ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คิด ตลาดเงินตลาดทุนโลกที่มีความผันผวนและทำงานผิดปกติแล้ว

อีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นห่วงมากกว่าก็คือ “ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล (ไทย) เอง เนื่องจากตอนนี้พรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มหาเสียงเลือกตั้งในปีหน้า มีการเสนอนโยบายแปลก ๆ ออกมา”

โดยเฉพาะเป็นนโยบายประชานิยมเกี่ยวกับหนี้ เช่น การพักหนี้ยาว ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หรือการเสนอลบข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกทำ เพราะจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน

ดร.เศรษฐพุฒิระบุว่า “นโยบายอาจฟังดูดีในระยะสั้น แต่จะมีผลข้างเคียงในระยะยาวเยอะก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น ที่พูดถึงการยกเลิกข้อมูลเครดิตบูโร เพื่อให้คนเข้าถึงสินเชื่อ แต่สุดท้ายจะยิ่งทำให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อมากขึ้น เพราะเมื่อไม่มีประวัติแบงก์ก็จะไม่กล้าปล่อย”

ต้องบอกว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกเราคงทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราอย่าสร้างความเสี่ยงภายในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะความไม่สมเหตุสมผลของนโยบายจะทำให้เกิดผลกระทบระยะยาว เช่น กรณีรัฐบาลอังกฤษชุดที่ผ่านมา ได้ออกนโยบายไม่สอดคล้องกันระหว่างนโยบายการเงิน-การคลัง จนทำให้ตลาดเงินปั่นป่วน โดยผู้ว่าการเศรษฐพุฒิเน้นย้ำที่ว่า “Market will punish stupid policy.” ซึ่งสื่อความหมายว่า “ตลาดจะลงโทษนโยบายโง่ ๆ”

นี่คือเสียงเตือนจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนได้ยิน