โซลาร์เซลล์
คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
สหรัฐถือเป็นตลาดส่งออก “โซลาร์เซลล์” ที่สำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยครองสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 50% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การส่งออกดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปิดไต่สวนของสหรัฐเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD Circumvention) ของผู้ผลิตจีน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2565 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยผลไต่สวนขั้นต้นว่า มีผู้ผลิตจากจีนบางรายได้ใช้ฐานการผลิตในไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อหลบเลี่ยงอากรจากมาตรการ AD/CVD ทำให้ผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตใน 4 ประเทศดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะถูกเก็บอากรนำเข้าในอัตรา 16-254% เช่นเดียวกับอัตราภาษีที่เก็บจากบริษัทในจีน
ทั้งนี้ ผลการไต่สวนขั้นสุดท้ายจะถูกประกาศในเดือน พ.ค. 2566 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ มิ.ย. 2567 หลังครบกำหนดคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐที่ให้ยกเว้นอากรสินค้าดังกล่าวจากกลุ่มประเทศที่ถูกไต่สวนเป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานสะอาดในสหรัฐมีเวลาปรับตัว
ผลกระทบส่งออกปี 2566
สำหรับในปี 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ น่าจะยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากช่วงดังกล่าว อัตราภาษียังคงได้รับการคุ้มครองจากคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานทดแทนในสหรัฐ น่าจะยังคงนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตที่เป็นคู่ค้าเดิม
ดังนั้น แนวโน้มส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์จากไทยไปยังสหรัฐ น่าจะยังคงเติบโตได้ตามกระแสการลงทุนพลังงานสะอาดในสหรัฐที่ได้แรงหนุนหลักจากกฎหมายจัดการเงินเฟ้อที่สหรัฐเพิ่งประกาศใช้ในช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับภาคธุรกิจ และเครดิตเงินคืนสำหรับภาคครัวเรือน ในการจูงใจให้ติดตั้งพลังงานสะอาดโดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ ทั้งเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ส่งผลให้มูลค่าส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไทยไปสหรัฐเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2565 สูงถึง 202.5% (YOY) จากช่วงระยะ 8 เดือนแรกของปีนี้เติบโตเพียง 14.7% และคาดว่าจะยังคงเติบโตขึ้นอีกในปีหน้าจากฐานที่ต่ำในช่วงแรกของปีนี้ แม้จะได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มชะลอตัว
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2566 มูลค่าส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไทยไปสหรัฐ น่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 1,852 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.48 หมื่นล้านบาท) เติบโตราว 57% จากปี 2565 ที่น่าจะเติบโตกว่า 50%
ส่งออกโซลาร์เซลล์ 8.7 หมื่นล้าน
ขณะที่การส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไทยไปยังตลาดโลกในปี 2566 แม้จะยังได้รับแรงหนุนจากที่ภาคธุรกิจในหลายประเทศหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุนค่าไฟที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็ได้รับแรงกดดันจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอลง ส่งผลให้การขยายตัวของการส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไทยไปตลาดโลก (ยกเว้นสหรัฐ) อาจมีแนวโน้มชะลอตัวในปีหน้า
โดยคาดว่ามูลค่าส่งออกโซลาร์เซลล์ไทยไปยังตลาดโลกในปี 2566 น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,503 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.76 หมื่นล้านบาท) ขยายตัวกว่า 37% ชะลอตัวจากปี 2565 ที่น่าจะเติบโตราว 49%
ผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐ น่าจะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อเข้าสู่ปี 2567 เมื่อผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานทดแทนในสหรัฐเริ่มปรับเปลี่ยนคู่ค้าในการจัดซื้อสินค้าโซลาร์เซลล์ เพื่อเตรียมรองรับการปรับขึ้นภาษีที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ช่วงกลางปี 2567 โดยสหรัฐ น่าจะยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก เพื่อตอบสนองอุปสงค์สินค้าโซลาร์เซลล์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากแรงหนุนของนโยบายพลังงานสะอาด ส่วนการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโซลาร์เซลล์ในสหรัฐเพื่อการพึ่งพาตนเอง อาจยังต้องใช้ระยะเวลาและเงินลงทุนที่สูง
จับตา “เกาหลีใต้” คู่แข่งสำคัญ
นับแต่ปี 2567 แนวโน้มของความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างประเทศคู่ค้าสหรัฐทั้ง 4 ประเทศที่ถูกไต่สวน อาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากแต่ละประเทศมีโอกาสจะถูกจัดเก็บอากรเลี่ยง AD/CVD ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน
ขณะที่ราคาต่อหน่วยโดยเฉลี่ยของสินค้าโซลาร์เซลล์ที่ส่งออกไปสหรัฐในปัจจุบันก็มีระดับที่ไม่ต่างกันมากนัก ยกเว้นกัมพูชาที่ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศอื่น เนื่องจากผู้ผลิตในกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนจากจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ต่างจากประเทศอื่นที่มีผู้ผลิตหลากหลายทั้งจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และผู้ลงทุนท้องถิ่น
นอกจากนี้เป็นที่จับตาว่าในระยะถัดไปผู้ผลิตที่มีฐานใน “เกาหลีใต้” อาจเข้ามาเป็นตัวเลือกของผู้ประกอบการพลังงานทดแทนในสหรัฐมากขึ้น เพราะไม่อยู่ในข่ายของการถูกไต่สวน และปัจจุบันครองส่วนแบ่งการนำเข้าสินค้าโซลาร์เซลล์ของสหรัฐเป็นอันดับที่ 4
แม้ว่าราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของเกาหลีใต้จะสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่ถูกไต่สวนมากกว่า 11% แต่หากรวมอากรของการเลี่ยง AD/CVD แล้ว สินค้าโซลาร์เซลล์จากเกาหลีใต้ก็อาจมีโอกาสแข่งขันกับคู่แข่งที่โดนไต่สวนซึ่งรวมถึงไทยได้
สหรัฐ-อียู-เกาหลีใต้เปลี่ยนเกม
อย่างไรก็ดี ระดับผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไทยไปสหรัฐยังขึ้นอยู่กับผลสัมฤทธิ์ในการยื่นหลักฐานของผู้ผลิตในไทยต่อทางการสหรัฐเพื่อให้พ้นจากข้อกล่าวหาดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐยังเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่เข้าข่ายเลี่ยงมาตรการ AD/CVD ได้แก่ ผู้ผลิตท้องถิ่น และผู้ผลิตต่างชาติที่มาจากประเทศนอกข่ายมาตรการ AD/CVD ซึ่งมีอยู่ราว 70% ของผู้ผลิตในไทย สามารถยื่นหลักฐานเพื่อให้สหรัฐพิจารณายกเว้นจากมาตรการตอบโต้ได้
นอกจากนี้ ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างชาติพันธมิตรสหรัฐ และจีน ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ไทย โดยเฉพาะในช่วงที่พันธมิตรสหรัฐพยายามที่จะลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงการผลิตโซลาร์เซลล์
ส่งผลให้ทั้งสหรัฐ EU และเกาหลีใต้ พยายามที่จะลงทุนในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำสำหรับการผลิตโซลาร์เซลล์เพื่อพึ่งพาตนเองมากขึ้น ดังนั้น ผู้ผลิตสินค้าโซลาร์เซลล์ไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และปรับห่วงโซ่อุปทานการผลิตให้เหมาะสมทั้งด้านต้นทุนและตลาดส่งออก
- ส่งออกไทยวิ่งมาราธอน โต 2% ต้องบุกหนัก 3 ตลาด
- ส่งออกไทย พ.ย. 2565 หดตัว 6% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง
- ธุรกิจโซลาร์บูมรับค่าไฟแพง โรงงานหนีตาย แห่ติดเพิ่มเท่าตัว
- ไบเดน ประกาศเว้นภาษีนำเข้าแผงโซลาร์ 4 ชาติอาเซียนรวมไทย 2 ปี
- “ค้านสหรัฐ” กล่าวหาไทย ปล่อยทุนจีนสวมผลิตแผงโซลาร์เซลล์เลี่ยงภาษี
- โต้สหรัฐรีดภาษีโซลาร์เซลล์ไทยหลบเลี่ยงการทุ่มตลาด