Skip to content
ดูทั้งหมด

สุญญากาศเศรษฐกิจไทย ต่างชาติชะลอลงทุนรอรัฐบาลใหม่

14 มิ.ย. 2566 | 06:22น.
ดร.อมรเทพ จาวะลา

ดร.อมรเทพ จาวะลา

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ตั้งรัฐบาลช้า-ยืดเยื้อ ลงทุนภาครัฐติดลบ เอกชนชะลอลงทุนทางตรง-ย้ายฐาน ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศปะทะระเบิดใหญ่ 2 ลูกดักหน้า ปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองจีนถล่มไทย สหรัฐ ยุโรป ขึ้นดอกเบี้ย แบงก์ล้ม หนี้สาธารณะปะทุ “ซีไอเอ็มบี ไทย” ห่วงประเทศเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น ตกหลุม “สุญญากาศเศรษฐกิจ” ชี้เอสเอ็มอี ท่องเที่ยวเมืองรองยังแผ่วเสี่ยงยาว

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความไม่แน่นอนในต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนทุกอย่าง โดยซีไอเอ็มบี ไทย คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2566 จะขยายตัวได้ 3.3% มีการปรับลดคาดการณ์จากเดิมที่ 3.4%

ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ

ตั้งรัฐบาลช้า-ลงทุนติดลบ

ซึ่งปัจจัยฉุดเศรษฐกิจก็คือ ปัจจัยต่างประเทศ ที่การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกติดลบแล้วราว 5-6% แต่คาดว่าปลายปีส่งออกจะเริ่มเป็นบวกได้ และทั้งปีส่งออกน่าจะติดลบ 2% อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ คือเรื่องภาครัฐ การจัดตั้งรัฐบาลเอง จริง ๆ ก็ไม่ได้ล่าช้า ก็อยู่ในไปป์ไลน์ เพียงแต่ว่าปัจจัยเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นผ่านระบบเบิก-จ่ายงบประมาณ การใช้จ่ายของภาครัฐ งบฯการลงทุนภาครัฐที่อาจจะติดลบมากกว่าที่เราคาด

“รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นก็สะท้อนไปสู่ภาคเอกชน เพราะอย่าลืมว่าเอกชนเองก็จะชะลอการลงทุนด้วย ถ้าโครงการภาครัฐเองยังมาได้ช้า หรือว่าไม่เป็นไปตามแผนที่เอกชนเขารอ เอกชนเองก็อาจจะ wait & see คือรอก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าลงทุน”

ทั้งนี้ ที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ ไม่ใช่เอกชนในประเทศ แต่หมายถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมทั้งโอกาสในการย้ายฐานจากจีนที่จะเข้ามาประเทศไทย เพราะจีนจะต้องมีการย้ายฐานอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี แต่อาจจะเลือกไปเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่น ๆ แทนที่จะมาไทย เพราะต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ก่อน รวมทั้งในเรื่องของการเจรจาการค้าเสรีกับต่างประเทศ (FTA) ด้วย

“FTA จะเป็นตัวฉุดจริง ๆ สำหรับเศรษฐกิจไทย ถ้าไม่มีการเดินหน้าตรงนี้อย่างเต็มที่ ต่างชาติก็จะลังเล ก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศเสียโอกาสได้”

เวียดนาม-อินโดฯดูดลงทุน

ดร.อมรเทพกล่าวว่า ตอนนี้ไทยไม่ใช่เป็นทางเลือกเดียวของนักลงทุนต่างชาติ เพราะหลาย ๆ ประเทศก็มีการดึงดูดต่างชาติด้วยเช่นกัน ขณะที่จุดแข็งของไทยที่เคยมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนแรงงานที่ถูก เรื่องทรัพยากรธรรมชาติที่มีมาก หรือว่าตลาดผู้บริโภคภายในประเทศที่มีกว่า 60 ล้านคน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากประเทศอื่นก็สามารถเติบโตได้เร็ว อย่างเช่นเวียดนามที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ขณะที่อินโดนีเซียก็มีเช่นกัน

ซึ่งโจทย์เรื่องดึงดูดการลงทุนของรัฐบาลชุดใหม่ คงจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเร่งเจรจาการค้าเสรี เพิ่มมูลค่าการผลิต แล้วก็สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานให้ดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนให้ได้ ทั้งนี้ ไทยคงไม่สามารถแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกได้แล้ว แต่ต้องเป็นเรื่องแรงงานที่มีฝีมือ ต้องเร่งในจุดนี้ถึงจะสามารถอัพเกรดอุตสาหกรรมได้

“ประเทศไทยเองแม้จะมีจุดแข็งอยู่ แต่เราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ เราใช้จุดขายเดิม ๆ ไม่ได้ เราต้องสร้างจุดขายใหม่ ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของการเจรจาการค้า FTA กับต่างประเทศ หรือว่าการสร้างเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เราคงต้องเร่งพัฒนาตรงนี้ต่อ แน่นอนว่าตอนนี้ เวียดนามน่าจะเป็นจุดที่เนื้อหอมที่สุดในภูมิภาค ซึ่งวันนี้การที่โรงงานไทยย้ายไปเวียดนาม ย้ายไปอินโดฯ ย้ายไปหลายประเทศ ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าค่าแรงของเรา ก็ถือว่าเริ่มแพงขึ้น นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่จะขยับสูงขึ้น ซึ่งก็มีโอกาสในการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มที่ไม่สามารถจะแข่งขันกับต่างประเทศได้เพิ่มเติม ซึ่งเราก็ต้องปล่อยเขาไป”

ปัจจัยต่างประเทศจุดเสี่ยงใหญ่

ดร.อมรเทพกล่าวว่า ความกังวลเรื่องปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ มาจากภาคต่างประเทศเป็นหลัก เพราะวันนี้ดูทุกภูมิภาคมีความเสี่ยงหมด ทั้งสหรัฐที่มีการขึ้นดอกเบี้ยที่แรงเกินไป รวมถึงมีปัญหาแบงก์กำลังล้ม ขณะที่ยุโรปก็ยังมีระเบิดลูกใหญ่ที่ซ่อนอยู่ นั่นก็คือ ปัญหาหนี้สาธารณะ ในกลุ่มอิตาลี กรีซ สเปน ซึ่งอาจจะต้องกลับมาพูดถึงกันอีกรอบ โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคารกลางประเทศเหล่านี้ไม่สามารถที่จะอุ้มเรื่องสภาพคล่องได้มากไปกว่านี้

“จีนก็เป็นระเบิดลูกใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเลย เพราะว่าตอนต้นปี เราคิดว่าการเปิดเมืองของจีน จะเป็นโอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย ผ่านการท่องเที่ยว ผ่านการส่งออกค่อนข้างดี ปัจจัยเหล่านั้น เราเห็นภาพการฟื้นตัวของจีนค่อนข้างดีในช่วงต้นปี แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า pent-up demand มันปะทุไปแล้วในช่วงแรก เศรษฐกิจไตรมาส 1 ของจีนโตได้ถึง 4.5% แต่ภาพเหล่านั้นไม่ได้ลากยาว เราเห็นตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคการผลิตของจีน ภาคบริการ เริ่มชะลอ การส่งออกของจีนเดือนล่าสุดเริ่มติดลบ ภาพเหล่านั้นไม่ใช่ปัจจัยที่บวกมากนัก”

เกษตร-SMEs โตไม่เต็มที่

ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะยืนเหนือ 3% ได้ เพราะการท่องเที่ยว ที่ปีนี้นักท่องเที่ยวน่าจะเข้ามาเกิน 28 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซีย อินเดีย หรือประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ขณะที่จากยุโรป รัสเซียเองก็เห็นการกลับมาได้ดีขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวจากจีนยังมาไม่มาก ซึ่งคงต้องรอจีนให้เปิดประเทศเต็มที่กว่านี้

“โอกาสทางด้านการท่องเที่ยว แน่นอนว่าธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง ฟื้นตัว แต่การท่องเที่ยว ไม่ได้แปลว่าภาพรวมการบริโภคทั้งหมดจะฟื้น เพราะยังเห็นปัญหาการกระจายตัวอยู่ ยิ่งภาคเกษตรนี่ถือว่ากำลังซื้ออ่อนแอ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีในต่างจังหวัด ในเมืองรอง ที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว กลุ่มพวกนี้อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเองก็ยังมีความเปราะบาง ที่จะทำให้โตได้ไม่เต็มที่ในปีนี้ ซึ่งการบริโภคที่ยังไม่ได้มีการกระจายตัว คือปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย”

นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้นทุนของเอสเอ็มอีถือว่าสูง ถ้าเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นก็ต้องดูว่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้อยู่รอดได้อย่างไร โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งน่าจะต้องหานโยบายมาช่วยเหลือ รวมถึงดูแลผู้บริโภครายเล็ก กลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องอาศัยนโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาลชุดต่อไปมาดูแล พร้อม ๆ ไปกับการเร่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง

ท่องเที่ยว-เมืองรองยังไม่ฟื้น

“วันนี้เศรษฐกิจไทยที่บอกว่าฟื้น โตได้เหนือกว่าก่อนโควิดเนี่ย มันเป็นภาพที่ยังไม่จริง โดยในภาพ macro เป็นจริง ถูกต้อง แต่มันไม่จริงในเรื่องภาคธุรกิจในแต่ละกลุ่ม เช่น วันนี้เราบอกว่ากลุ่มที่ฟื้น คือกลุ่มท่องเที่ยว ในภูเก็ต ในกรุงเทพฯ ในพัทยา แต่ถ้าไปถามในเมืองอย่างเชียงใหม่ หัวหิน หรือเมืองรองทั้งหลาย ธุรกิจ 3 ดาว โรงแรมเล็ก ๆ เขาก็บอกว่าเขายังไม่ฟื้น อัตราเข้าพักอาจจะขยับสูง แต่ room rate ที่เขาชาร์จจากนักท่องเที่ยวได้เอง ก็ไม่ได้ขยับขึ้น ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนเขาขยับขึ้นแล้ว ภาคเกษตร วันนี้บอกว่าราคาสินค้าสูง ผลผลิตออกมาดีขึ้น แต่ต้นทุนเรื่องปุ๋ย เรื่องวัตถุดิบของเขาก็สูงเช่นกัน หรือแม้แต่เอสเอ็มอีที่ขายของได้ ที่เป็นเมืองรอง จริง ๆ ก็ไม่ได้ขายได้ดี”

โจทย์รัฐบาลใหม่ปั๊มหัวใจ ศก.

ดร.อมรเทพกล่าวว่า หากจะให้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่าจะทำอะไรสำหรับนโยบายเศรษฐกิจ ก็คงจะต้องเร่งทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนและทั่วถึง แต่ไม่ได้บอกว่า จะต้องเลี้ยงไข้ ด้วยการแจกเงินไปเรื่อย ๆ แต่ต้องพยายามเน้นทำให้เกิดการจ้างงาน เสริมสร้างศักยภาพภาคการผลิต เพิ่มทักษะแรงงาน ซึ่งต้องอาศัยมาตรการของภาครัฐ รวมทั้งนโยบายการคลังและการเงิน ในการที่จะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจเอสเอ็มอี

เศรษฐกิจโลกโตต่ำสุดรอบ 30 ปี

ขณะที่ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการโครงการ TDRI Economic Intelligence Service (EIS) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2566 จะเติบโตเพียง 2.1% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะอยู่ที่ 7% การปรับลดการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปก พลัส อาจทำให้ราคาพลังงานคงอยู่ในระดับสูง

ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐคาดว่าน่าจะขึ้นระดับสูงสุด (พีก) แล้วที่ 5.25% แต่ทั้งนี้อาจจะขึ้นได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ ถ้ายังคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ แต่คงไม่ปรับขึ้นแรง เนื่องจากมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอและวิกฤตธนาคารของสหรัฐ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยไว้ไปจนถึงประมาณปลายปี 2566 และต้นปี 2567 อาจจะเริ่มเห็นเฟดลดดอกเบี้ย

ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อทุนต่างชาติหนี

“ดร.กิริฎา” ประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% โดยครึ่งปีหลังน่าจะโตดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจาก 1.รายได้ภาคท่องเที่ยว ที่คาดว่าครึ่งปีหลังจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยดีกว่าครึ่งปีแรก และคาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวน 29 ล้านคน 2.ภาคส่งออกจะขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ 3.การบริโภคภาคครัวเรือนฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

“ประเมินว่าหากตั้งรัฐบาลล่าช้า ลากยาวไป 5-6 เดือน นักลงทุนต่างชาติก็คงไม่รอ เพราะเขามีความต้องการที่จะลงทุน”