หนุน “พิธา” ตั้งสภาเอสเอ็มอี ยกฐานะเทียบชั้นสภาหอการค้า-สภาอุตฯ
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชงพิธา แคนดิเดตนายกฯ หนุนปัดฝุ่นกฎหมายตั้ง “สภา SME” องค์กรเสียงรายย่อย 2.8 ล้านราย หวังเป็นแกนกลางประสานการแก้ปัญหาตรงถึงรัฐบาล ฐานะเทียบเท่าสภาหอการค้า-ส.อ.ท. พร้อมลดอุปสรรคการค้า-เสริมแกร่งเอสเอ็มอี 39 ข้อ
หลังการเดินสายเข้าพบกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ตอบรับข้อเสนอ 39 ข้อของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อช่วยเอสเอ็มอีกว่า 2.8 ล้านราย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มมีความหวัง อีกทั้งนโยบายของพรรคก้าวไกลเตรียมที่จะยกระดับสมาพันธ์ SME ให้กลายเป็นสภา SME เพิ่มอำนาจต่อรอง
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (สมาพันธ์ SME) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุมร่วมกับ นายพิธา และทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล สมาพันธ์ได้ยื่นข้อเสนอไปทั้งหมด 39 เรื่อง ในด้านกฎหมาย 18 เรื่อง ด้านการค้า 13 เรื่อง และด้านพัฒนา SME 8 เรื่อง เร่งมาตรการช่วยเหลือ แก้ปัญหา พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้มีบทบาทเท่าเทียมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย ด้วยการตั้งสภา SME ขึ้นมา
สภาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือ “สภา SME” จำเป็นที่ต้องตั้งขึ้น เพราะปัจจุบันยังคงมีปัญหา SMEs ที่จดทะเบียนและจ่ายประกันสังคมมีกว่า 400,000 กิจการ เป็นนิติบุคคลแต่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมถึง 400,000 กิจการ ไม่เป็นนิติบุคคลอีก 2 ล้านกว่ากิจการ ไม่นับผู้ประกอบอาชีพอิสระอีกหลายล้านคน แต่ปัจจุบันไม่มีองค์กรรัฐรับรองด้วยการตรากฎหมายที่เป็นตัวแทนของ SMEs เลย แต่ต้องไปรวมในองค์กรอย่าง สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ สภาท่องเที่ยว สภาเกษตรกร และสภาดิจิทัล หรือแม้แต่ต้องไปรวมตัวกันในนามของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
“SMEs ไม่มีตัวแทนในการรวบรวมปัญหาและความต้องการของ SMEs สื่อสารไปยังหน่วยงานรัฐ ทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งการออกกฎหมาย นโยบายหรือมาตรการที่ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาและช่วยเหลือให้ SMEs อยู่รอด เติบโต แข็งแรง และแข่งขันได้อย่างถูกต้อง
สมาพันธ์ SME จึงขอให้รัฐบาลใหม่เร่งผลักดันการออกร่าง พ.ร.บ.สภา SME และเพื่อให้กลไกการทำงานของสภา SME มีประสิทธิภาพ ควรปรับปรุง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ควบคู่ไปพร้อมกัน แต่ในระยะสั้นควรผลักดันให้มีผู้แทนของ SMEs ในกิจกรรมของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวกับการออกกฎหมาย นโยบาย หรือมาตรการของรัฐที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาและช่วยเหลือ SMEs ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับย่อมคุ้มค่า เพราะเมื่อเส้นเลือดฝอยเหล่านี้มีบทบาทสำคัญขึ้นมา GDP ของประเทศก็จะถูกขยับตามไปด้วยเช่นกัน”
ด้านนายนรเทพ บุญเก็บ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาพันธ์ต้องการจะยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ จากเดิมเคยมีร่าง พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อยไทย พ.ศ. …. โดยนายสุทิน คลังเเสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ เป็นผู้เสนอ ได้รับฟังความเห็นเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 แต่ไม่ได้มีการผลักดันต่อ
สำหรับข้อเสนอในการปรับแก้ พ.ร.บ.สภา SME เพื่อสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาและช่วยเหลือ SMEs อย่างกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาส ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ startup, SMEs รายเล็กแข่งขันกับรายใหญ่ได้ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนา platform
กฎหมายเรื่อง credit term ที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เช่น การยื่นคำขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายใน 3 ปี กำหนดให้มีระยะเวลาคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์ แก้ไขอัตราบัญชีค่าธรรมเนียมราชการ นอกจากนี้ยังต้องการให้มีกฎหมายสิทธิบัตรฉบับใหม่ กฎหมายโรงแรมบูติค กฎหมายเกี่ยวกับอาหารและยา เพื่อช่วยผ่อนปรนข้อกำหนดเงื่อนไข สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการสมุนไพรชุมชน ส่งเสริมพื้นที่ในการดำเนินกิจการให้สามารถจำหน่ายได้ทั่วไป
และยังมีกฎหมายโรงแรมบูติค (Boutique Hotel) กฎหมายแฟรนไชส์ หรือแม้แต่กฎหมายกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ควบคู่ไปกับการแก้ไขนิยาม SME เพื่อให้ทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนใช้นิยามเดียวกัน
ส่วนข้อเสนอด้านการค้า เช่น การเข้าถึงช่องทางการตลาด ส่งเสริมซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพิ่มบทบาททูตและทูตพาณิชย์ ส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารไทย หรือร้านนวด ร้านสปาไทยไปต่างประเทศ และด้านพัฒนา SMEs จำเป็นอย่างมากคือการเข้าถึงแหล่งทุน ลดปัญหา SMEs ทำธุรกิจแล้วเจ๊งด้วยความรู้ ส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายในรูปแบบของสหกรณ์
ข้อเสนอทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ 5 มาตรการ คือ 1.มาตรการปลุกเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น 2.มาตรการแก้ไขปัญหาต้นทุน SMEs และค่าครองชีพประชาชน โดยโฟกัสเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน 3.มาตรการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ SMEs และฟื้นฟูหนี้ NPL สร้างแต้มต่อดอกเบี้ย SMEs และการส่งเสริมให้เกิดกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา SMEs 4.มาตรการยกระดับขีดความสามารถ SMEs และภาคแรงงานบ่มเพาะ นวัตกรรม และ 5.มาตรการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของ SMEs
นายพิธากล่าวว่า เมื่อรัฐบาลใหม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ จะเดินหน้าตั้ง สภา SME เพื่อให้เอสเอ็มอีมีโอกาสมีบทบาทเหมือน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย ซึ่งจะได้มีแต้มต่อในการต่อรองเรื่องต่าง ๆ