Skip to content

IBM ผลักดันใช้ AI พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

21 มิ.ย. 2566 | 13:22น.
IBM ผลักดันใช้ AI พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

ไอบีเอ็มผลักดันใช้ AI พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความพยายามผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเป้าหมายความตกลงปารีสอย่างจริงจัง

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 ในเสวนาออนไลน์หัวข้อ “ทิศทางและบทบาทของเทคโนโลยีกับความยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนสู่ COP28 (Road to COP 28 : ASEAN ESG in Action)” ที่จัดขึ้นโดย IBM (ไอบีเอ็ม) ได้สะท้อนถึงปัญหาความท้าทายด้านสภาพอากาศและความยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังประสบ

โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งมีวิทยากรจากองค์กรพันธมิตรร่วมแชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันด้านความยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทย การเตรียมพร้อมและการขับเคลื่อนองค์กรโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อนำความยั่งยืนเข้าขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความพยายามผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามเป้าหมายความตกลงปารีสอย่างจริงจัง

อาเซียนรับผลกระทบมากสุด

ไอบีเอ็มรายงานว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากที่สุด โดยมี 6 ประเทศที่ได้รับความสูญเสียสูงจากภัยด้านสภาพอากาศ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและชีวิตผู้คน ประกอบด้วยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคได้รับผลกระทบมากมาย อาทิ

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร ผลกระทบจากภัยพิบัติรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไม่ว่าจะในรูปแบบของน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ซึ่งมีสัดส่วนถึง 6% ของ GDP และ 30% ของปริมาณการจ้างงานของประเทศ
  • หมอกควันในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ไม่ว่าจะเกิดโดยธรรมชาติหรือเกิดจากการเผาป่าที่มักเชื่อมโยงกับการเคลียร์พื้นที่สำหรับปลูกปาล์ม ส่งผลต่อการท่องเที่ยวและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับประเทศหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปัญหาภัยพิบัติที่ฟิลิปปินส์ ดังเช่นพายุฤดูร้อน Ondoy ก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • สิงคโปร์กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในหลายรูปแบบ ทั้งข้อจำกัดด้านปริมาณน้ำใช้ การสร้างจิตสำนึกในด้านการปล่อยคาร์บอน การขาดแคลนที่ดิน และการกำจัดขยะ เป็นต้น
  • เมื่อเดือนที่ผ่านมา เวียดนามรายงานระดับอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 44.2 องศาเซลเซียส อันนำไปสู่การแจ้งเตือนการขาดแคลนไฟฟ้า

แม้ว่าจะเกิดวิกฤตการณ์และผลกระทบมากมาย แต่ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามของกลุ่มประเทศอาเซียนในการบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ยังไม่มากพอต่อการรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะทำให้ GDP ของภูมิภาคอาเซียนลดลงมากกว่า 11%

ทั้งนี้ COP28 จึงถือเป็นไมล์สโตนสำคัญที่ทั้งอาเซียนและทั่วโลกจะต้องหันมาประเมินความก้าวหน้าของตน จากที่ได้ร่วมความตกลงปารีสหรือ Paris Agreement ไว้ตั้งแต่ปี 2563 โดยมีเวลาเหลืออีกเพียง 7 ปีก่อนที่จะถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2573 วันนี้ทุกฝ่ายต้องเร่งหาแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และต้องเดินหน้าโครงการด้านความยั่งยืนต่าง ๆ อย่างจริงจัง

ความยั่งยืน ความจำเป็นเร่งด่วน

“แอ็กเนส เฮฟท์เบอร์เกอร์” General Manager และ Technology Leader ของ IBM ASEANZK กล่าวว่า ไอบีเอ็มได้สำรวจซีอีโอทั่วโลก รวมถึงในอาเซียน ว่าประเด็นเรื่องความยั่งยืนมีความสำคัญเพียงใด จากผลการศึกษาซีอีโอที่สำรวจเกือบครึ่ง (48%) มองว่าประเด็นความยั่งยืนเป็นหนึ่งในความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดขององค์กร และวันนี้ราว 3 ใน 4 (76%) ของผู้บริหารทั่วโลกที่สำรวจ มองว่า ESG เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดต่อกลยุทธ์ธุรกิจขององค์กร และผู้บริหาร 7 ใน 10 มองว่า ESG คือหนึ่งในปัจจัยที่ขับเคลื่อนรายได้ให้แก่องค์กร มากกว่าที่จะเป็นภาระทางการเงิน

องค์กรต่าง ๆ กำลังมองถึงการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมกับลดการเกิดขยะและการปล่อยมลพิษไปด้วยพร้อมกัน ดังนั้นการจะบรรลุเป้าหมายด้าน ESG ได้นั้น องค์กรต้องไม่มองว่า ESG เป็นเพียงแนวทางในการจัดทำรายงาน แต่ถือเป็น “ปัจจัยในการเพิ่มความโปร่งใส” ให้องค์กร มุมมองเชิงลึกที่เกี่ยวกับ ESG จะช่วยสร้างโอกาสและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กร

IBM-Sustainability

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ค้นพบ คือ เป้าหมายด้าน ESG จะไร้ความหมาย หากไม่ได้เชื่อมโยงกับข้อมูลการดำเนินงานจริง โดยพบว่าผลการสำรวจพบว่า องค์กร 95% ได้วางแนวทางด้าน ESG ไว้ แต่มีเพียง 10% ที่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ซีอีโอมองว่าการขาดมุมมองเชิงลึกจากข้อมูลที่มีอยู่ คืออุปสรรคที่สำคัญที่สุดที่ทำให้องค์กรไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้

AI หนทางช่วยองค์กรไขรหัสข้อมูลมหาศาล

ทั้งนี้ 2 ใน 3 ผู้บริหารทั่วโลกกำลังมองถึงการนำ AI มาใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในแง่การจัดการกับข้อมูลและการรายงานที่ซับซ้อน

“แอ็กเนส เฮฟท์เบอร์เกอร์” กล่าวต่อว่า ซีอีโอเกือบครึ่งระบุว่าเรื่องความยั่งยืนเป็นหนึ่งในสิ่งที่องค์กรกำลังให้ความสำคัญสูงสุด ซึ่ง AI จะเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยจัดการกับข้อมูลมหาศาลที่องค์กรต้องวิเคราะห์เพื่อจัดทำรายงานด้านความยั่งยืน นั่นหมายความว่า AI จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร

AI ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านความยั่งยืนที่กระจายอยู่ทั่วทั้งองค์กรได้อย่างง่ายดาย และออโตเมตข้อมูลระหว่างระบบปฏิบัติการและโครงการด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ได้ ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในแนวทางที่ยั่งยืนขึ้น

“ไอบีเอ็มเชื่อมั่นอย่างมากว่าองค์กรต้องใช้ AI หากต้องการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่สิ่งที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ได้ตั้งไว้ คือการมองเรื่องนี้แบบครอบคลุม 360 องศา ไม่ใช่การมองแค่เพียงมิติใดมิติหนึ่ง”

ESG มีส่งผลต่อผลประกอบการ

“อรุณ บิสวัส” พาร์ตเนอร์อาวุโส และผู้นำด้านความยั่งยืนของ IBM Asia Pacific กล่าวว่า ESG ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการรายงานหรือปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่าง ๆ แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับองค์กร ความสามารถในการบริหารจัดการ ESG อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อผลประกอบการทางธุรกิจที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มของธุรกิจ

“ผลวิจัยล่าสุดของเราสะท้อนให้เห็นช่องว่างที่ใหญ่มาก ระหว่างเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่องค์กรปรารถนาที่จะไปให้ถึง กับความก้าวหน้าของผลการดำเนินการในโลกแห่งความเป็นจริง โดยหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการขาดข้อมูลและมุมมองเชิงลึกแบบเรียลไทม์ในการช่วยขับเคลื่อน KPI ด้านความยั่งยืนต่าง ๆ”

ทั้งนี้ IBM Envizi จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ESG ได้ ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะจัดเก็บอยู่ที่ไหน และสามารถเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นเป็นมุมมองเชิงคาดการณ์ เพื่อใช้ในการวัดความก้าวหน้าของการดำเนินการ โดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรลดผลกระทบจากระบบปฏิบัติการของตนที่อาจเกิดแก่สิ่งแวดล้อมได้

Sustainability_forest ภาพจาก IBM

Growthpoint Properties Australia ซึ่งเป็น investment trust ด้านอสังหาริมทรัพย์บน ASX และ S&P/ASX 200 ตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านความโปร่งใสด้าน ESG โดย Growthpoint ต้องการแสดงข้อมูลความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากที่สุด

ขณะที่แคทรินา ไอทิน ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน Growthpoint Properties Australia กล่าวว่า บริษัทต้องการแสดงข้อมูลที่โปร่งใสและเชื่อถือได้เกี่ยวกับการดำเนินการด้านความยั่งยืนแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยข้อมูลเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินการด้านความยั่งยืน ช่วยให้ตั้งเป้าหมายที่ต้องการไปถึงได้ อีกทั้งยังช่วยให้ตัดสินใจลงทุนหรือประเมินได้ว่าบรรลุเป้าหมายแล้วมากน้อยเพียงใด

Growthpoint เลือกใช้ IBM Envizi เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการผนวกรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยมีเฟรมเวิร์กครอบคลุม 4 มิติ ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ คน และธรรมาภิบาล พร้อมกรอบโฟกัส 11 จุด โดยมีเป้าหมายที่วัดได้ทั้งสิ้น 20 รายการ ดังตัวอย่างเฟรมเวิร์กด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในเดือนกรกฎาคม 2568 การรักษาระดับ NABERS Energy ของอาคารออฟฟิศไว้ที่ 5 ดาว การเปิดเผยข้อมูลก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับ Scope 3 ทั้งหมด การลดปริมาณขยะลงเฉลี่ย 35% ในอาคารออฟฟิศทุกแห่งที่ Growthpoint เป็นเจ้าของภายในปี 2568

อย่างไรก็ตาม มุมมองของไอบีเอ็ม สรุปว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของการลดการปล่อยมลพิษ องค์กรจำเป็นต้องดำเนินการด้านความยั่งยืนแบบ 360 องศา วันนี้ไอบีเอ็มทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าในก้าวย่างแห่งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ละองค์กรควรเริ่มต้นที่ตรงไหน มุ่งหน้าไปในแนวทางไหน และด้วยวิธีการใด โดยนำ AI เข้ามาใช้เพื่อช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทั้งในแง่ธุรกิจและความยั่งยืนในมิติต่าง ๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ESG โลกร้อน