“โมโม พาราไดซ์” ย้ำจุดยืน ต้นตำรับ…ชาบู-สุกี้สไตล์ญี่ปุ่น
สัมภาษณ์พิเศษ
“โมโม พาราไดซ์” ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับคนที่ชื่นชอบ ชาบู-สุกี้สไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นแบรนด์ร้านชาบู-สุกี้ ในยุคแรก ๆ ของเมืองไทยแล้ว แบรนด์นี้ยังเปิดให้บริการมานานถึง 16-17 ปี
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “สุรเวช เตลาน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด เจ้าของร้าน โมโม พาราไดซ์ ร้านชาบู-สุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่น แฟรนไชส์จากประเทศญี่ปุ่น ถึงภาพรวมตลาดชาบู-สุกี้ในไทย และทิศทางการดำเนินงานจากนี้ไป
Q : อัพเดตภาพรวมตลาดชาบู-สุกี้ และการแข่งขันของตลาดในปัจจุบัน
ตลาดรวมชาบู-สุกี้ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือเติบโตราว ๆ 8% ปัจจัยหลักมาจากโควิด-19 ที่คลี่คลาย และเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ ผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน เริ่มจับจ่ายใช้สอย จึงส่งผลให้ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง 2 ปีหลังโควิด ที่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดร่วม 10 แบรนด์ แต่ละแบรนด์ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป อีกด้านหนึ่งการที่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาก็ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น รวมถึงทำให้ตลาดมีสีสันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าคนที่เป็นลูกค้าเรา หรือคนที่รู้จัก โมโม พาราไดซ์ ก็จะรู้ว่าเราจะเน้นความเป็นออริจินอลของชาบู-สุกี้สไตล์ญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับ คุณภาพ และ รสชาติอาหาร ไม่เน้นความหลากหลายเหมือนร้านชาบูทั่วไป ขณะเดียวกันเราก็จะมีลูกเล่นกับพวกขนมหวานมาเสริม เช่น ไอศกรีมโฮมเมด หรือไดฟูกุ ซึ่งเป็นสีสันที่จะออกมาเรื่อย ๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาเขาจะทราบได้ว่าถ้ามาทานโมโม พาราไดซ์ ก็คือจะได้ความเป็นมาตรฐานญี่ปุ่นแท้ ๆ
Q : ช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
หากย้อนกลับไปหลังจากที่สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายในปี 2022 เราก็กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือเติบโตเกือบเท่าตัว พอมาปี 2023 ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ยังเติบโตได้ดี แต่อาจจะไม่ได้ก้าวกระโดดขนาดนั้น ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกเราเติบโตอยู่ราว ๆ ประมาณกว่า 20%
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงตั้งแต่กลางไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นว่าผู้บริโภคเริ่มชะลอการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากยังมีความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ส่งผลทำให้ร้านอาหารในช่วงนี้อาจจะเงียบลง แต่ก็หวังว่าหลังจากนี้ไป ถ้าช่วงปลายปีมีอะไรเข้ามากระตุ้น และสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มชัดเจน ก็น่าจะทำให้ตลาดกลับมาคึกคักกว่าเดิม โดยสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท
Q : แนวทางการดำเนินงานจากนี้ไป
ในแง่การขยายสาขาหลัก ๆ จะเน้นไปที่ โมโม พาราไดซ์ ภายในสิ้นปีนี้มีแผนจะเพิ่มอีก 2 สาขา รวมเป็น 31 สาขา จากปัจจุบันมี 29 สาขา แบ่งเป็น โมโม พาราไดซ์ สแตนดาร์ด 27 สาขา และโมโม พาราไดซ์ โกลด์ 2 สาขา
นอกจากนี้ ยังมี Nabezo Premium แบรนด์ชาบู-สุกี้ พรีเมี่ยม ปัจจุบันมี 3 สาขา ซึ่งตอนนี้จะยังคงไว้ที่ 3 สาขาก่อน เนื่องด้วยเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมที่อาจจะยังไม่ได้มีตลาดเยอะมาก
ที่ผ่านมาได้ตั้งบริษัทใหม่ 2 บริษัท เพื่อที่ทำร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีโดยเฉพาะ คือ บริษัท ชินจูกุ คาเฟ่ จำกัด เพื่อทำแบรนด์เนื้อทอดจากประเทศญี่ปุ่น ชื่อว่า Gyukatsu Kyoto Katsugyu ปัจจุบันมี 2 สาขา และบริษัท ฟู้ด มาสเตอร์ จำกัด เพื่อทำแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีกับต็อกโบกี ชื่อว่า “Guljak Topokki & Chicken” ปัจจุบันมี 4 สาขา และจะยังไม่เร่งขยายสาขา เนื่องจากแบรนด์นี้เพิ่งเริ่มทำตลาดในช่วงโควิด ทำให้ยังจับทิศทางลูกค้าได้ยาก ปัจจุบันแม้กลุ่มลูกค้าจะเริ่มชัดเจนขึ้นว่าเป็น กลุ่มเด็กนักเรียน นักศึกษา แต่ก็ยังคงต้องสร้างระบบ สร้างมาตรฐานให้แข็งแรงก่อน ปีหน้าถึงจะวางแผนขยายสาขามากขึ้น หรืออาจจะมีการทำเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ เป็นต้น
สำหรับการทำการตลาด ในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ ร้านโมโม พาราไดซ์ ก็จะมีการกระตุ้นตลาดด้วยการเพิ่มสีสันของขนมหวานที่จะมีไอศกรีม และไดฟูกุ รสชาติพิเศษเข้ามา รวมถึงจะมีเรื่องของเนื้อตัวพิเศษอย่าง เนื้อส่วน Secondary Cuts ที่เตรียมจะปล่อยออกมาในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงก็จะมีการจัดโปรโมชั่นบ้างนิดหน่อย เพราะด้วยโครงสร้างราคาของโมโม พาราไดซ์ ถ้าเป็นลูกค้าที่ใช้บริการบ่อย ๆ จะทราบว่าเราไม่ได้ตั้งราคาสูงมากเป็นราคาที่เหมาะสม คุ้มค่ากับที่ลูกค้าจ่าย
นอกจากนี้ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาด เราจะให้ความสำคัญกับสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการเซตทีมการตลาดขึ้นมา เพื่อวางแผนการทำการตลาดในช่องทางออนไลน์อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก ไอจี เพื่อที่จะสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กว้างขึ้น หรือในส่วนของช่องทางออฟไลน์ หรือหน้าร้าน ก็จะเน้นทำการตลาด ณ จุดขายมากขึ้น เช่น การร่วมกับศูนย์การค้าจัดแคมเปญบ้าง
สำหรับการขยายสาขาอาจจะไม่ได้ขยายสาขามากเท่ากับปีนี้ เพราะจริง ๆ ปีนี้เป็นการอั้นมาตั้งแต่ช่วงโควิด ประกอบกับทีมงานค่อนข้างพร้อม ดังนั้นเราก็เลยขยายสาขามาก คือ เปิดใหม่ 5 สาขา และรีโนเวตอีก 2 สาขา แต่ปีหน้าจะชะลอเรื่องของการขยายสาขาลงอาจจะขยายสัก 2-3 สาขา เพราะเราจะค่อย ๆ ขยายสาขาตามกำลังที่เราไหว ตามทีมงานที่เราสร้างขึ้นมาได้ รวมถึงเราก็ต้องกลับมาเซตตัวเองให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ก้าวกระโดดในปีถัด ๆ ไปได้
โมโม พาราไดซ์ ยังคงวางแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเน้นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์เหมือนเดิม เพราะเราต้องการที่จะส่งความเป็นเอกลักษณ์ของชาบู-สุกี้สไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ไปให้ถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ เพราะเราเชื่อว่าจริง ๆ แล้วจำนวนสาขาที่เรามีกับคนที่รู้จักเราจริง ๆ หรือคนที่อาจจะได้ยินชื่อแต่อาจจะยังไม่เคยมาทานที่ร้านก็ยังคงมีอีกมาก ดังนั้น เราก็คงจะทำการตลาดให้คนเข้ามาที่ร้านเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตตามแผนที่วางไว้