เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
Columns ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
คุยกับเศรษฐา : แก้วิกฤตข้อมูลน้ำได้ ก็แก้ปัญหาน้ำได้
Columns คุยกับเศรษฐา : แก้วิกฤตข้อมูลน้ำได้ ก็แก้ปัญหาน้ำได้
แบงก์ชี้มิจฉาชีพพุ่งเป้านักศึกษามากขึ้น เตือนกลโกงรูปแบบใหม่
Finance แบงก์ชี้มิจฉาชีพพุ่งเป้านักศึกษามากขึ้น เตือนกลโกงรูปแบบใหม่
ประคับประคองเศรษฐกิจ
Columns ประคับประคองเศรษฐกิจ
COM7-SPVI-CPW-ADVANC-TRUE รับอานิสงส์ iPhone 18 จับตาแรงซื้อรอบเปลี่ยนเครื่อง
Finance COM7-SPVI-CPW-ADVANC-TRUE รับอานิสงส์ iPhone 18 จับตาแรงซื้อรอบเปลี่ยนเครื่อง
ราคาทองวันนี้ (12 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,050 บาท
ททท.คาดเทศกาลวันหยุด Golden Week ปีนี้จีนเที่ยวไทย 2.5 แสนคน สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้าน
Economic ททท.คาดเทศกาลวันหยุด Golden Week ปีนี้จีนเที่ยวไทย 2.5 แสนคน สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้าน
รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันไทย
Politics รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันไทย
เอกชนหนุนแผนสมดุล PDP 2026 ไฟฟ้าสีเขียว 73%-ส่ง “เอกนัฏ” เคาะ
Economic เอกชนหนุนแผนสมดุล PDP 2026 ไฟฟ้าสีเขียว 73%-ส่ง “เอกนัฏ” เคาะ
อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
Politics อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
ดูทั้งหมด

โจทย์แห่งอนาคต “แก่ดีมีออม” เก็บแบบไหนมีเงินใช้จนวันสุดท้าย

05 พ.ย. 2566 | 21:02น.
คอลัมน์ : ระดมสมอง
ผู้เขียน : วราวิชญ์ โปตระนันทน์, ธนิน ว่องวงศ์ ทีดีอาร์ไอ

“แก่ไปไร้ออม” เป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย ที่มีสถิติบ่งชี้ว่าคนแก่ไทยปัจจุบันจำนวนมากไม่มีเงินออมเพียงพอกับการยังชีพระดับพื้นฐานโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นหรือรัฐบาล ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งหลายพรรคการเมืองก็ตอบสนองในนโยบายที่ใช้หาเสียง

แต่ทว่าถือเป็นมาตรการ “เชิงรับ” คือมีปัญหาแล้วตามแก้ ในขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเรื่องงบประมาณที่รัฐจะต้องใช้ จนทำให้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาประกาศว่าจะให้เบี้ยยังชีพคนชรากับเฉพาะคนแก่ยากจนเท่านั้น จนถูกต่อต้านในวงกว้าง กลายเป็นภาวะพะว้าพะวังเชิงนโยบายว่าควรใช้แนวทางใดในการดูแลคนแก่ปัจจุบัน

ความกังวลนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า กลุ่มคนช่วงวัยอื่นที่ยังไม่แก่ในวันนี้ จะประสบปัญหา “แก่ไปไร้ออม” แบบเดียวกับคนแก่ในปัจจุบันหรือไม่ ? โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่มีแนวโน้มจะอายุยืนมากขึ้น

หนึ่งในทางออกเรื่องนี้จะต้องเปลี่ยนไปใช้มาตรการ “เชิงรุก” ด้วยการส่งเสริมให้คนไทย “แก่ดีมีออม” และดูแลตนเองได้ยามเกษียณ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้การออมไม่เพียงพอในการดูแลตัวเองยามเกษียณ มีหลายสาเหตุ เช่น การมีรายได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้จ่าย การเข้าไม่ถึงช่องทางการออม การขาดทักษะหรือความรอบรู้ทางการเงิน

แต่ทว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ที่มักมีรายได้มากพอตามระดับการศึกษาที่สูงกว่าคนรุ่นเก่าโดยเฉลี่ย อีกทั้งไม่ค่อยมีปัญหาการเข้าถึงช่องทางการออมหรือขาดความรอบรู้ทางการเงิน แต่ปมปัญหาสำคัญมาจากปัจจัยเสริมอื่น นั่นคือ “อคติเชิงพฤติกรรม” ซึ่งหมายถึงการมีพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่สมเหตุสมผลนัก ตัวอย่าง เช่น ชอบบริโภคเกินตัว ไม่วางแผนระยะยาว ยึดติดกับความคุ้นชินเดิม ๆ ในการออม ทั้งที่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

อคติเชิงพฤติกรรมมักเกิดจากการตัดสินใจแบบ “ด่วน” หรือใช้ “ทางลัด” ในการประมวลข้อมูลและพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อคติเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้คนรับรู้และตีความข้อมูล ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจหรือพฤติกรรมที่ดูไม่เป็นเหตุเป็นผล อาทิ การไม่นำเอาข้อมูลที่มีอยู่มาพิจารณาอย่างรอบคอบ การเพิกเฉยต่อกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับตนเอง หรือการทำตามผู้คนรอบข้าง ทั้ง ๆ ที่อาจไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง เป็นต้น

แท้จริงแล้วคนรุ่นใหม่มีอคติเชิงพฤติกรรมจริงหรือ ? ถ้ามีเป็นรูปแบบใด และอคติแบบไหนมากกว่า ?

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง “คนรุ่นใหม่” อายุ 20-40 ปี ที่มีรายได้ตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป จำนวน 1,043 คน ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใน “โครงการศึกษาอคติเชิงพฤติกรรมในประชากรไทย เพื่อเสาะหามาตรการที่ได้ผลในการส่งเสริมการวางแผนทางการเงินของประชากรไทยสำหรับสังคมอายุยืน” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

พบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่มีอคติเชิงพฤติกรรมอย่างน้อย 4 ประเภท ที่นำไปสู่ความไม่พร้อมทางการเงินยามเกษียณ ได้แก่ “อคติโลกแคบ” มองผลลัพธ์จากการกระทำเพียงระยะสั้น ๆ แคบ ๆ, “อคติชอบปัจจุบัน” คือการใช้จ่ายเพื่อความสุขในวันนี้มากกว่าออมเพื่อความสุขวันหน้า, “อคติละเลยอัตราทบต้น” คือการออมน้อย กู้เยอะ

เพราะละเลยพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่สามารถทำให้ผลประโยชน์ในตอนท้ายสูงมากหากออมต่อเนื่องนาน ๆ และอคติยึดติดสภาวะปัจจุบัน คือการไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปสู่การออมหรือการลงทุนที่ไม่คุ้นเคยแม้จะได้ผลตอบแทนมากกว่า

คำถามต่อมา มาตรการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณในรูปแบบใดที่สามารถปรับพฤติกรรมการออมภายใต้อคติเชิงพฤติกรรมเหล่านี้ได้

จากการทบทวนงานวิจัยในอดีตหลายชิ้นพบว่า มี 4 มาตรการที่คาดว่าจะส่งเสริมการออมโดยคำนึงถึงหรือใช้ประโยชน์ จากอคติเชิงพฤติกรรมข้างต้น โดย 3 มาตรการแรก เป็นการจัดการกับการออมจากรายได้ (เรียงตามลำดับของสภาพบังคับจากน้อยไปมาก) ในขณะที่มาตรการสุดท้าย เชื่อมโยงการออมกับพฤติกรรมการใช้จ่าย ได้แก่

“การสะกิดด้วยข้อมูล” คือการ “สะกิด” ด้วยข้อความ, รูปภาพที่เข้าใจง่าย โดยมุ่งเน้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออม และพลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้นจากการออมอย่างต่อเนื่องยาวนาน

“การตั้งอัตราการออมเริ่มต้น” คือการ “ช่วย” เสนอว่า ผู้คนควรจะออมเท่าใดต่อรายได้ที่ได้รับ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในยามเกษียณ ซึ่งอัตราการออมเริ่มต้นจะกำหนดไว้สูงกว่าอัตราการออมที่เจ้าตัวมักจะเลือกเอง โดยคาดหวังว่าผู้ออมจะไม่ปรับลดอัตราตั้งต้นนี้เพราะไม่อยาก “คิดมาก” กำหนดไว้อย่างไรก็ใช้อย่างนั้น

“การออมกึ่งบังคับ” คือ โครงการที่ “บังคับ” ให้เก็บออมในอัตราที่กำหนดขึ้น แต่เป็น “กึ่งบังคับ” เพราะอาจไม่ออมในอัตรานั้นก็ได้ แต่ระบบจะทำให้ผู้เก็บออมเผชิญกับความยุ่งยากในการทำเรื่องออกจากโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงอัตราการออม เช่น ต้องยื่นเรื่อง ทำเอกสาร ต้องไปติดต่อหน่วยงานหรือธนาคารเจ้าของโครงการ

“การออมผ่านการใช้จ่าย” หรือการหักเงินมาออมทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย เช่น ถ้ามีการใช้จ่ายซื้อสินค้าราคา 95 บาท แต่หักเงินเป็น 100 บาท โดยส่วนเกิน 5 บาทจะโอนเข้าบัญชีออม ซึ่งธนาคารบางแห่งในไทยเริ่มใช้มาตรการลักษณะนี้แล้ว และพบว่าได้ผลพอควร โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุไม่มาก

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบประสิทธิผลของมาตรการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ 4 มาตรการดังกล่าวกับกลุ่มตัวอย่างในวัยทำงานช่วงต้นที่มีเวลาเพียงพอในการออมเพื่อการเกษียณ คือช่วงอายุ 20-35 ปี และมีรายได้ตั้งแต่ 8,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ในกรุงเทพฯ และจังหวัดขอนแก่น จำนวน 316 คน

โดยผลการทดลองพบว่ามี 2 มาตรการที่ช่วยเพิ่มอัตราการออมต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การตั้งอัตราการออมเริ่มต้น ซึ่งเพิ่มอัตราการออมได้ร้อยละ 1.4 และการออมกึ่งบังคับ เพิ่มอัตราการออมได้ร้อยละ 0.9 ของรายได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ขาดวินัยทางการเงินมาก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ลงมือออมในปัจจุบัน

การที่มาตรการทั้ง 2 ได้ผลกับคนกลุ่มนี้น่าจะเพราะเป็นมาตรการที่ใช้ประโยชน์จากตัวอคติเอง คืออคติยึดติดสภาวะปัจจุบัน อีกทั้งยังมีลักษณะกึ่งบังคับซึ่งเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีวินัย ในกรณีนี้งานวิจัยได้เสนอให้มีการขยายการดำเนินการมาตรการออม “กึ่งบังคับ” ไปยังกลุ่มแรงงานนอกระบบประกันสังคม ที่การออมภาคสมัครใจที่มีให้ยังไม่สามารถชักจูงให้เขาเข้าร่วมได้มากเพียงพอ

ขณะที่มาตรการที่ไม่พบว่ามีส่วนช่วยเพิ่มเงินออมของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวม แต่ได้ผลดีในกลุ่มย่อย ได้แก่ การสะกิดด้วยข้อมูล ซึ่งได้ผลสำหรับผู้อยู่ในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ประจำและมีความพร้อมในการออม ดังนั้นหากต้องการให้การสะกิดได้ผลในการเพิ่มการออมได้ดียิ่งขึ้น อาจต้องใช้ข้อความสะกิดที่หลากหลาย สะกิดใจ เร้าอารมณ์ของผู้คนมากขึ้นกว่าการอธิบายประโยชน์ปกติของการออมเรื่องการได้รับดอกเบี้ย

ส่วนการออมผ่านการใช้จ่าย ซึ่งใช้ได้ผลดีกับผู้มีรายได้น้อย ออมน้อย และคนรุ่นใหม่ที่ใช้จ่ายเป็นประจำ เนื่องจากเป็นการทำให้เกิดการออมผ่านการปัดเศษในขณะใช้จ่าย เจ้าตัวไม่ต้องชั่งใจมากนักว่าจะออมหรือไม่

ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้มาตรการนี้กลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ไปเพิ่มความชะล่าใจในการใช้จ่ายของผู้คน เพราะรู้สึกว่ามีการออมรองรับทุกการใช้จ่ายอยู่แล้ว และคำนึงเสมอว่าการออมลักษณะนี้อาจจะไม่มากพอสำหรับการเกษียณ เพียงแต่ช่วยเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นการออมเท่านั้น

สิ่งสำคัญควบคู่ไปกับมาตรการเหล่านี้ คือจะต้องมีการออกแบบระบบบัญชีเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล (individual retirement account หรือ IRA) เพื่อรองรับเงินออมที่มาจากมาตรการเหล่านี้ ซึ่งควรมีลักษณะพิเศษเช่นไม่สามารถถอนได้ง่ายเท่ากับบัญชีปกติ

เมื่อบุคคลเริ่มมีเงินออมในระบบบัญชีลักษณะดังกล่าวแล้ว ควรมีการจัดทำระบบสรุปข้อมูลการออมเพื่อการเกษียณจากทุกบัญชีในที่เดียว ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากการเก็บออม เช่น บ้าน ที่ดิน หลักทรัพย์ เป็นต้น

มาตรการลักษณะนี้น่าจะได้ผลในการยกระดับสำนึกต่อการออมของผู้ออมที่ได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ออมรู้ถึงสถานการณ์ความเพียงพอของเงินออมตัวเองได้อย่างครบถ้วน และน่าจะกระตุ้นให้ผู้ออมอยากเพิ่มการออมของตนเองให้เพียงพอมากยิ่งขึ้น อันจะส่งเสริมให้มาตรการส่งเสริมการออมตั้งต้นมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเพิ่มเงินออมมากยิ่งขึ้น

โดยข้อเสนอเหล่านี้คาดหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมการออม และจากหน่วยงานภาคเอกชนเพื่อปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ตอบโจทย์อคติและจูงใจในการออม อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางในการเตรียมการไปสู่ “แก่ดีมีออม” ของประชากรไทยให้เป็นรูปธรรมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชนท่ามกลางสังคมอายุยืนให้มีคุณภาพและศักดิ์ศรี