“Nvidia” เปิดผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2567 พบรายได้ 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์ โตขึ้น 206% รับอานิสงส์การเติบโตของ AI หวั่นมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐกระทบรายได้ไตรมาส 4
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2567 ของ “เอ็นวิเดีย” (Nvidia) ยักษ์ผู้ผลิตการ์ดจอในสหรัฐ เปิดเผยว่า บริษัทมีรายได้ประจำไตรมาสอยู่ที่ 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 34% และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 206% รวมถึงมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9,243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายละเอียดผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจเป็นดังนี้
– Data Center 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 41% และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 278%
– Gaming 2.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 15% และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 81%
– Professional Visualization 416 ล้านดอลลาร์ 416 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 10% และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 108%
– Automotive 261 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 3% และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 4%
– OEM และอื่น ๆ 73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 11%
นายเจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของ Nvidia ไม่ว่าจะเป็น GPU, CPU, ระบบเครือข่าย, ชิปสำหรับพัฒนา AI และซอฟต์แวร์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนา AI ในยุคที่ Generative AI เติบโตอย่างรวดเร็ว
“การเติบโตของเราสะท้อนถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของสตาร์ตอัพและบริษัทเทคโนโลยีหลาย ๆ แห่งที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) และ AI พร้อมทั้งลงทุนในระบบคลาวด์และสรรหาบุคลากรที่มีความชำนาญด้าน AI เพื่อวางรากฐานของระบบให้พร้อมต่อการตอบสนองความต้องการของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น“
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุด้วยว่า มาตรการควบคุมการส่งออกชิปคุณภาพสูงไปยังจีนและกลุ่มประเทศ D1, D4 และ D5 ของรัฐบาลสหรัฐ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2566 อาจส่งผลต่อการลดลงของรายได้ประจำไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2567 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรายได้จากกลุ่มประเทศดังกล่าวคิดเป็น 20-25% ของกลุ่มธุรกิจ Data Center ซึ่งบริษัทจะหาทางชดเชยรายได้ส่วนนี้ต่อไป
ทั้งนี้ Nvidia คาดการณ์ว่า รายได้ประจำไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2567 จะอยู่ที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (บวกลบไม่เกิน 2%)