เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะมีความสุข ? ชาวอเมริกัน Gen Y ขอรายได้เกิน 5 แสนเหรียญต่อปี 

23 พ.ย. 2566 | 19:08น.
อเมริกัน

อเมริกัน

คงไม่ต้องเถียงกันแล้วว่าเงินซื้อความสุขได้มั้ย ? เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีคำตอบเหมือนกัน แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอให้เรารู้สึก “มีความสุขทางการเงิน” คำตอบจะแตกต่างหลากหลายแน่นอน เฉพาะในสหรัฐมีการสำรวจพบว่า คนยุคมิลเลเนียล หรือเจน Y ต้องการเงินมากกว่าเจเนอเรชั่นอื่น ๆ เกินเท่าตัว 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อินไซเดอร์ (Insider) รายงานข้อมูลผลการสำรวจที่จัดทำโดย เดอะ แฮร์ริส โพลล์ (The Harris Poll) ซึ่งสอบถามความเห็นชาวอเมริกัน 2,034 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปว่า พวกเขาคิดว่าอะไรคือกุญแจไปสู่ความสุขที่แท้จริงทางการเงิน

ผลการสำรวจพบว่า 59% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่า “ความสุขสามารถซื้อได้” และคนโดยทั่วไป (ค่าเฉลี่ย) เชื่อว่าต้องมีเงินในธนาคาร “1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” จึงจะมีความสุขทางการเงินอย่างแท้จริง 

ในแง่ “รายได้ต่อปี” ผู้ตอบแบบสอบถามโดยเฉลี่ยคิดว่า พวกเขาต้องการมีรายได้ “284,167 ดอลลาร์ต่อปี” จึงจะรู้สึกมีความสุข โดยคนกลุ่มมิลเลนเนียลหรือเจน Y มีความต้องการทางการเงินสูงที่สุด โดยต้องการมีรายได้มากถึง 525,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมกับสินทรัพย์สุทธิ 1,699,571 ดอลลาร์ 

เมื่อจำแนกคำตอบตามแต่ละเจเนอเรชั่น นี่คือคำตอบของแต่ละเจเนอเรชั่นที่ตอบคำถามว่า ต้องการรายได้ต่อปีและสินทรัพย์สุทธิเท่าไร เพื่อที่จะมีความสุข 

  • เจเนอเรชั่น Z : รายได้ 128,000 ดอลลาร์ สินทรัพย์สุทธิ 487,711 ดอลลาร์ 
  • เจเนอเรชั่น Y (มิลเลนเนียล) : รายได้ 525,000 ดอลลาร์ สินทรัพย์สุทธิ 1,699,571 ดอลลาร์ 
  • เจเนอเรชั่น X : รายได้ 130,000 ดอลลาร์ สินทรัพย์สุทธิ 1,213,759 ดอลลาร์
  • เบบี้บูมเมอร์ : รายได้ 124,000 ดอลลาร์ สินทรัพย์สุทธิ 999,945 ดอลลาร์

เมื่อจำแนกตามเพศ ตัวเลขโดยเฉลี่ยจากคำตอบของผู้ชาย คือ ต้องการมีรายได้ 381,000 ดอลลาร์ต่อปี ส่วนคำตอบโดยเฉลี่ยของผู้หญิง ต้องการมีรายได้ 183,000 ดอลลาร์ต่อปี เพื่อที่จะรู้สึก “มีความสุข”

มีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในปี 2023 นี้ ที่ร่วมศึกษาโดย แดเนียล คาห์เนมาน (Daniel Kahneman) นักจิตยาและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ พบว่า ความสุขสามารถเพิ่มขึ้นได้หากมีรายได้สูงถึง 500,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสนับสนุนคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มมิลเลนเนียลพอดิบพอดี

แมทธิว คิลลิงส์เวิร์ธ (Matthew Killingsworth) นักวิจัยอาวุโสจาก วาร์ตัน สคูล แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (Wharton School of the University of Pennsylvania) และผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า อธิบายอย่างง่ายที่สุด ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว รายได้ที่มากขึ้นเกี่ยวข้องกับความสุขที่มากขึ้น แต่มีข้อยกเว้นคือ คนที่มีฐานะการเงินดีอยู่แล้วแต่ไม่มีความสุข ตัวอย่างเช่น คุณรวยที่มีความทุกข์หรือมีเรื่องทุกข์ยากลำบาก การมีเงินจำนวนมากขึ้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่สำหรับคนอื่น ๆ เงินที่มากขึ้นจะสัมพันธ์กับความสุขที่เพิ่มสูงขึ้นในระดับที่แตกต่างกันไป  

แต่ผลการศึกษานี้ต่างจากการศึกษาในปี 2010 ของแองกัส ดีตัน (Angus Deaton) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาได้ข้อสรุปว่า รายได้ที่มากขึ้นจะเพิ่มความสุขได้แค่ถึงระดับรายได้ไม่เกิน 75,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีเท่านั้น แต่สำหรับคนที่มีรายได้สูงเกิน 75,000 ดอลลาร์ต่อปีแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อความสุขเพียงเล็กน้อย กล่าวตีความจากผลการศึกษานี้ คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความสุขสำหรับคนที่มีรายได้น้อย แต่สำหรับคนที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความรู้สึกเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ก็มีปัจจัยอื่นมากกว่าแค่ “รายได้ต่อปี” ที่ส่งผลต่อความสุข ซึ่งจากการสำรวจพบว่า อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูง และหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นปัจจัยที่กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน 

การสำรวจล่าสุดที่กล่าวถึงข้างต้นพบอีกว่า การมีความรู้สึกสบายใจที่จะใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งของในชีวิตประจำวันนั้นสามารถช่วยเพิ่มความรู้สึก “มีความสุขทางการเงิน” ได้ ยกตัวอย่างเช่น 62% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลกล่าวว่า ยินดีจ่ายเงิน 7 ดอลลาร์ต่อวันสำหรับกาแฟ “เพราะว่ามันมีความสุข”

ดังนั้น หากรู้สึกว่าตนเองไม่มีความมั่นคงทางการเงิน หรือความมั่นคงทางการเงิน ความสบายที่จะใช้จ่ายก็จะน้อยลง และความสุขก็น้อยลงด้วย 

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าตามการสำรวจ คนยุคมิลเลนเนียลคาดหวังที่จะมีรายได้สูงกว่าคนเจเนอเรชั่นอื่น แต่ในความเป็นจริง คนกลุ่มมิลเลนเนียลก็ไม่ใช่ผู้บริโภคที่เพิ่มความร้อนแรงให้แก่เศรษฐกิจเท่าไรนัก และความมั่งคั่งของคนยุคมิลเลนเนียลก็ยังลดลงด้วย 

อิงตามดัชนีความเป็นอยู่ทางการเงิน (financial well-being index) ที่จัดทำโดย “มอร์นิง คอนซัลต์” (Morning Consult) ซึ่งติดตามความมั่นคงทางการเงินของผู้ตอบแบบสอบถามตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022 ถึงสิงหาคม 2023 พบว่า คะแนนของคนยุคมิลเลนเนียลหรือเจน Y ลดลง 0.94 คะแนน ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่คะแนนลดลงมากที่สุด ขณะที่คะแนนของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เพิ่มขึ้นแบบนำโด่ง 4.04 คะแนน จากฐานเดิมที่มีความมั่นคงสูงมากอยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม การสำรวจการเงินของผู้บริโภคล่าสุดโดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แสดงให้เห็นว่า มีความหวังสำหรับคนรุ่นมิลเลนเนียลในแง่ทรัพย์สินสุทธิ เนื่องจากการสำรวจพบว่า ทรัพย์สินสุทธิของครอบครัวชาวอเมริกันโดยทั่วไปเพิ่มขึ้น 37% ในช่วงปี 2019-2022 และทรัพย์สินสุทธิเฉลี่ยของชาวอเมริกันอายุ 35 ถึง 44 ปี (คนเจน Y) อยู่ที่ 135,000 ดอลลาร์ในปี 2022 เพิ่มขึ้นจาก 105,610 ดอลลาร์ในปี 2019 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 27.83%