เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
World เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
ดูทั้งหมด

ไบเดนเผยแผนของบฯ 7.3 ล้านล้านเหรียญ โชว์วิสัยทัศน์บริหารเศรษฐกิจสู้ “ทรัมป์”

12 มี.ค. 2567 | 14:49น.
โจ ไบเดน

โจ ไบเดน เผยแผนงบประมาณ 7.3 ล้านล้านเหรียญสำหรับปีงบฯ 2025 พร้อมเสนอแผนขึ้นภาษีธุรกิจ-คนรวย โชว์วิสัยทัศน์บริหารเศรษฐกิจสู้ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังมีคะแนนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจตามหลัง 

สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2024 ตามเวลาท้องถิ่นรัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีสหรัฐ และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ได้เผยร่างวิสัยทัศน์เชิงนโยบายสำหรับการบริหารประเทศวาระ 4 ปีข้างหน้าถ้าหากว่าเขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย และเขาได้เผยร่างแผนวงเงินงบประมาณ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณ 2025 ซึ่งเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ในระหว่างที่เขาไปหาเสียงที่เมืองแมนเชสเตอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ 

วิสัยทัศน์และแผนงบประมาณของไบเดนเผยให้เห็นว่า เขาต้องการขึ้นภาษีสำหรับบริษัทและบุคคลที่มีรายได้สูง เพื่อช่วยลดการขาดดุลงบประมาณและเพิ่มความสามารถในการจ่ายเงินของรัฐสำหรับโครงการใหม่ ๆ ที่จะช่วยเหลือพลเมืองที่มีความสามารถในการรับมือกับค่าที่อยู่อาศัยและค่าดูแลเด็กที่สูงได้น้อยลง 

แผนงบประมาณที่ไบเดนเสนอครอบคลุมการเพิ่มอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% และการขึ้นภาษีผู้ที่มีความมั่งคั่ง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปให้จ่ายภาษีอย่างน้อย 25% ของรายได้ การให้รัฐบาลเจรจาเพื่อลดต้นทุนยาลงให้ได้มากกว่านี้ การนำเครดิตคืนภาษีสำหรับผู้มีบุตร (Child Tax Credit) สำหรับครอบครัวรายได้น้อยและรายได้ปานกลางกลับมาใช้ การให้ทุนสำหรับการดูแลเด็ก การจัดสรรเงิน 258,000 ล้านดอลลาร์สำหรับสร้างบ้าน การอนุญาตให้คนงานลาเพื่อดูแลลูกโดยได้รับค่าจ้างเป็นเวลา 12 สัปดาห์ และจะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการบังคับใช้กฎหมาย

กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า แผนงบประมาณที่ไบเดนเสนอจะเพิ่มรายรับภาษีให้รัฐได้ 4.951 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปี ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นภาษีภาคธุรกิจที่จะเพิ่มรายรับได้มากกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ และอีกเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์จากบุคคลที่ร่ำรวย 

อย่างไรก็ตาม สภาคองเกรสไม่น่าจะอนุมัติใช้แผนที่ไบเดนเสนอ   

ไมก์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกันรีบปฏิเสธข้อเสนอของไบเดว่า ข้อเสนอนี้สะท้อนถึง “ความกระหายที่ไม่รู้จักพอสำหรับการใช้จ่ายโดยประมาท” และ “การไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบทางการคลัง”

ทั้งนี้ การโชว์วิสัยทัศน์เชิงนโยบายและแผนงบประมาณของไบเดนมีจุดมุ่งหมายที่จะโน้มน้าวใจชาวอเมริกันที่ไม่เชื่อว่าเขาสามารถบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หลังจากการสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ร่วมกับบริษัทวิจัยอิปซอส (Ipsos) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่าชาวอเมริกัน 40% คิดว่าทรัมป์จะบริหารเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจ 31% เลือกไบเดน และ 28% ที่ตอบว่าไม่รู้ว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน หรือปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์เคยประสบความสำเร็จในการออกกฎหมายลดภาษีครั้งใหญ่ในปี 2017 ซึ่งต้องการเพิ่มภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างรวดเร็ว และลดกฎระเบียบเกี่ยวกับผู้ผลิตพลังงาน

แม้ว่าพรรคเดโมแครตตำหนิการลดภาษีของทรัมป์ว่าเป็นการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ และเป็นการเอนเอียงเอื้อประโยชน์แก่คนรวย แต่เดโมแครตก็ไม่ได้ยกเลิกกฎหมายที่บัญญัติในยุคของทรัมป์เมื่อพวกเขามีอำนาจควบคุมรัฐสภา (สภาคองเกรส) ในปี 2021-2023 ทั้งนี้ บทบัญญัติที่สำคัญจะหมดอายุในปี 2025 ซึ่งทำให้สภาคองเกรสเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ในเรื่องนโยบายภาษี