เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังตลาดลุ้นเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยเดือน 9

12 ก.ค. 2567 | 18:26น.
dollar

dollar

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังตลาดลุ้นเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยเดือน 9

วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (8/7) ที่ระดับ 36.43/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 36.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ต่อเนื่องจากคืนวันศุกร์ (5/8) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 206,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย.

ประกอบด้วย ภาคเอกชน 136,000 ตำแหน่ง และภาครัฐ 70,000 ตำแหน่ง ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ที่ 200,000 ตำแหน่ง แต่ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า อีกทั้งมีการปรับลดตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน พ.ค. จากที่ประกาศก่อนหน้านี้ว่า เพิ่ม 272,000 ตำแหน่ง เหลือเพียง 218,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564 และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 4.0%

ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายนและปรับลดอีกครั้งในเดือนธันวาคม หลังตัวเลขตลาดแรงงานและตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

นอกจากนี้นายพาวเวลล์ได้แถลงนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรว่า “แม้มีความคืบหน้าในการปรับลดเงินเฟ้อและลดความร้อนแรงในตลาดแรงงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อไม่ใช่ความเสี่ยงประการเดียวที่เราเผชิญ แต่การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ช้าเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจสร้างความอ่อนแอต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานและเฟดไม่ใช่ธนาคารกลางที่มีเป้าหมายอยู่ที่เงินเฟ้อเท่านั้น แต่เฟดมีภารกิจในการรักษาการจ้างงานเช่นกัน และเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเฟดจะไม่รอจนกว่าเงินเฟ้อปรับตัวสู่เป้าหมาย 2% ถึงจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย”

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังถูกกดดันอย่างรุนแรงในวันพฤหัส (11/7) หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาด โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.3% ในเดือน พ.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.4% จากระดับ 3.4% ในเดือน พ.ค.

ส่งผลให้ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 74% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน มิ.ย.ของสหรัฐในวันนี้ รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ก.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน มิ.ย. อยู่ที่ 108.50 ปรับตัวขึ้น 0.62% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวลง 0.31% จากเดือน พ.ค. 2567 โดยชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 1.54% เนื่องจากการลดลงของอัตราการเปลี่ยนแปลงค่ากระแสไฟฟ้าหลังสิ้นสุดผลกระทบของฐานต่ำในเดือนก่อนหน้า

และการชะลอตัวลงในการปรับตัวขึ้นของราคาผักสด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก หลังจากสิ้นสุดสภาพอากาศร้อนจัด ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน มิ.ย.อยู่ที่ระดับ 104.73 ปรับตัวขึ้น 0.36% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวลง 0.01% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.5 จากระดับ 44.1 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 57.5 จากระดับ 57.9

โดยปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภค มาจากสถานการณ์ภายนอกประเทศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัว รวมถึงความเข้มงวดของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อจากปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้งความกังวลต่อภาระค่าครองชีพและราคาพลังงาน ทั้งนี้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยที่ต้องติดตามยังคงเป็นปัจจัยการเมืองเป็นหลัก

โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญคดีที่ 40 สว.ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว จากกรณีแต่งตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรี โดยศาลรัฐธรรมนูญยังไม่วินิจฉัยคดีและกำหนดนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 9.30 น. ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.05-36.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และเปิดตลาดในวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 36.15/17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (8/7) ที่ระดับ 1.0829/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 1.0826/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้ เศรษฐกิจยุโรปยังคงถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของฝรั่งเศส โดยผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (7/7) ปรากฏว่าไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากในสภา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดสภาวะ “รัฐสภาแขวน” โดยกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายแนวร่วมประชาชนใหม่ (NFP) พลิกโผคว้าอันดับหนึ่ง แซงหน้าฝ่ายขวาจัด

โดยก่อนหน้านี้ผลโพลชี้ว่าพรรค RN จะชนะการเลือกตั้งรอบ 2 แต่สุดท้ายกลับตกไปอยู่อันดับ 3 นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการทำลายแผนการเมืองของ ปธน.มาครง ผู้นำฝ่ายกลาง ที่ตัดสินใจจัดการเลือกตั้งกะทันหัน เพื่อหวังจัดระเบียบภูมิทัศน์ทางการเมือง หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรของเขาพ่ายแพ้ต่อพรรค RN ในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปเมื่อเดือนที่แล้ว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นผลตรงกันข้าม

ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อบทบาทของฝรั่งเศสทั้งใน EU และในเวทีโลก และยังเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ในประเทศอีกด้วย ในวันพุธ (10/7) มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของประเทศอิตาลีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 0.5% หลังจากที่เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -1.0%

ส่วนในวันพฤหัสฯ (11/7) มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของประเทศเยอรมนี เพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปีเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยทรงตัวจากระดับ 2.2% ในเดือน พ.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยทรงตัวจากระดับ 2.5% ในเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0734-1.0844 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/7) ที่ระดับ 1.0867/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (8/7) ที่ระดับ 160.41/42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 160.70/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 160 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันพุธ (3/7) มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้าย อยู่ที่ระดับ 49.4 ในเดือนมิถุนายน ลดลงมาจากระดับ 53.8 ในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการปิดฉากการขยายตัว 21 เดือนติดต่อกัน โดยที่ผ่านมาภาคบริการนับเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยอุปสงค์ในภาคบริการผู้บริโภค การเงินและประกันภัย ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์และบริการทางธุรกิจปรับตัวลดลง

ขณะที่ภาคขนส่งและคลังสินค้า รวมถึงสารสนเทศและการสื่อสาร กลับมีการเติบโตเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีของญี่ปุ่นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยนและภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ รายได้จากการจัดเก็บภาษีสำหรับงบประมาณล่าสุดเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 72.1 ล้านล้านเยน จากระดับ 71.1 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณก่อนหน้า ส่วนรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปรับตัวลงสู่ระดับ 22.1 ล้านล้านเยน จากระดับ 22.5 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณ 2565 ขณะที่รายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นแตะระดับ 15.9 ล้านล้านเยน จากระดับ 14.9 ล้านล้านเยน โดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการอ่อนค่าของเงินเยนมีผลในการช่วยกระตุ้นรายได้ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจส่งออกในญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดีการที่เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 38 ปี เทียบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มบริษัทส่งออก แต่ก็ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัสดุ พลังงาน และอาหารปรับตัวสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าหลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 157.41-161.75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/7) ที่ระดับ 159.14/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์สหรัฐ