ลุ้นศาลรับ-ไม่รับคำร้อง “ทักษิณ-เพื่อไทย” ล้มล้าง
ทักษิณ-เพื่อไทย ลุ้นระทึกศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องล้มล้างการปกครองหรือไม่ หลังธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยก 6 พฤติกรรมอดีตนายกฯ ครอบงำ สั่งการเพื่อไทย กรณีชั้น 14 การตั้งนายกฯ ใหม่ แก้รัฐธรรมนูญ ชี้เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ขณะที่ประเด็นกฎหมายประชามติยืดเยื้อ ต้องตั้งกรรมาธิการระหว่าง สส.-สว. แก้รัฐธรรมนูญลากยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ผู้ร้องในฐานะประชาชน ยื่นคำร้องขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้นายทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคเพื่อไทย ผู้ถูกร้องที่ 2 เลิกการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอันจะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49
ทั้งนี้ ในคำร้องของนายธีรยุทธมี 65 หน้า เอกสารประกอบคำร้องอีก 443 แผ่น รวมคำร้อง เอกสารประกอบชุดละ 508 แผ่น ทำสำเนารวม 10 ชุด รวมเป็นเอกสาร 5,080 แผ่น ระบุพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง คือนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย แบ่งได้เป็น 6 กรณี
กรณีที่ 1.ผู้ถูกร้องที่ 1 (นายทักษิณ) ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี โดยพบว่านายทักษิณใช้พรรคผู้ถูกร้องที่ 2 (พรรคเพื่อไทย) เป็นเครื่องมือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน สั่งการรัฐบาลผ่านกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลตำรวจ ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 ระหว่างต้องโทษจำคุกได้พักอาศัยอยู่ห้องพักชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อไม่ต้องรับโทษอยู่ในเรือนจำแม้แต่วันเดียว
เป็นการฝ่าฝืนไม่น้อมรับโทษจำคุกในเรือนจำตามพระบรมราชโองการ เป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่งผลให้เกิดการเซาะกร่อนบ่อนทำลายพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด
พื้นที่ทับซ้อน-แก้ รธน.
กรณีที่ 2.นายทักษิณมีพฤติกรรมฝักใฝ่คบหาร่วมคิดกับสมเด็จฮุน เซน มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการพรรคเพื่อไทย เป็นเครื่องมือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน สั่งการรัฐบาลให้เอื้อประโยชน์กับสมเด็จฮุน เซน ให้ประเทศกัมพูชาละเมิดอธิปไตยทางทะเลของไทย โดยให้มีการเจรจาพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (MOU 2544) เพื่อแบ่งผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรใต้ทะเลในเขตอธิปไตยทางทะเลของไทยให้แก่ประเทศกัมพูชา
กรณีที่ 3.นายทักษิณสั่งการให้พรรคเพื่อไทย ร่วมมือเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตั้งโดยกลุ่มการเมือง (พรรคก้าวไกลเดิม) ที่ต้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ว่ามีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองฯ และนายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการ ให้พรรคเพื่อไทย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนายทักษิณและพวก
เพื่อไทยยอมให้ทักษิณสั่ง
กรณีที่ 4.นายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการแทนพรรคเพื่อไทย ในการเจรจากับแกนนำของพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมรัฐบาล เสนอบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่บ้านพักส่วนตัวของผู้ถูกร้องที่ 1 (บ้านจันทร์ส่องหล้า) กรณีที่ 5.นายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการให้พรรคเพื่อไทยมีมติขับพรรคพลังประชารัฐออกจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยยินยอมกระทำการตามที่นายทักษิณสั่งการ
กรณีที่ 6.นายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ให้นำนโยบายของนายทักษิณที่แสดงวิสัยทัศน์ไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ไปดำเนินการให้เป็นนโยบายคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 12 กันยายน 2567
ป้องกันเซาะกร่อนบ่อนทำลาย
ในคำร้องระบุว่า ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดพิจารณาวินิจฉัยว่า ทั้ง 6 กรณีผู้ถูกร้องทั้งสองได้มีการกระทำอันเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สูญเสียสถานะที่จะต้องอยู่เหนือการเมือง หรือดำรงความเป็นกลางทางการเมืองย่อมเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง
เพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจจะเกิดแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันหลักของประเทศและสถาบันพรรคการเมืองที่มีความสำคัญต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นรัฐประศาสโนบายที่จำเป็นเพื่อดับไฟกองใหญ่ไว้แต่ต้นลม มิให้ไฟกองเล็กกระพือโหมไหม้ลุกลามขยายใหญ่ จนเป็นมหันตภัยที่ไม่อาจต้านทานได้ในวาระต่อไป
เปิดขั้นตอนศาล รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่นายธีรยุทธยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น โดยอ้างถึงการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอันจะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 7(3) คดีเกี่ยวกับการร้องขอให้เลิกการกระทําล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยก่อนรับคำร้อง ศาลจะแต่งตั้งตุลาการไม่น้อยกว่า 3 คน เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ตามมาตรา 49
จากนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องแล้ว ให้ส่งสําเนาคําร้องแก่ผู้ถูกร้องในระยะเวลาที่ศาลกําหนด และเมื่อผู้ถูกร้องได้รับสําเนาคําร้อง ให้ยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาคําร้อง หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนด แต่ถ้าผู้ถูกร้องไม่ยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าไม่ติดใจที่จะยื่นแก้ข้อกล่าวหา ตามมาตรา 54
ศาลยังเปิดช่องไว้ตามมาตรา 58 ในกรณีที่เห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทําการไต่สวน หรือยุติการไต่สวนก็ได้
ศาลเรียกพยานสอบเองได้
ขณะที่การไต่สวนพยานบุคคลระบุไว้ใน มาตรา 62 ว่า ในการไต่สวนพยานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพยานที่ฝ่ายใดอ้าง หรือที่ศาลเรียกมาเอง ให้ศาลสอบถามพยานบุคคลเอง แล้วให้พยานให้ถ้อยคําในข้อนั้น โดยวิธีแถลงด้วยตนเอง หรือตอบคําถามศาล ศาลอาจถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดี แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจอนุญาตให้คู่กรณีซักถามพยานเพิ่มเติมตามประเด็นและข้อเท็จจริงที่ศาลกําหนดไว้ก็ได้ โดยให้ฝ่ายที่อ้างพยานเป็นผู้ซักถามก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากเทียบกรณีที่นายธีรยุทธยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พรรคก้าวไกลหยุดการกระทำล้มล้างการปกครอง กรณีใช้การแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งนำมาสู่การยุบพรรคก้าวไกลนั้น ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาทั้งหมด 27 วัน โดยในคดีนายธีรยุทธได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 16 มิถุนายน 2566 และศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 และศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 6 เดือนเศษ และมีการพิจารณาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567
เพื่อไทยไม่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า นายธีรยุทธพยายามที่จะบรรยายให้เข้าเกณฑ์คำวินิจฉัยของพรรคก้าวไกล ว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ซึ่งตนคิดว่ามันไกลกว่าเหตุมาก เช่นการบรรยายคำร้อง ว่าการแก้กฎหมาย การเอานโยบายไปใช้ การไปอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เป็นการบรรยายเกินกว่าเหตุ และมองว่ามันไม่มีมูลอะไร
“ทั้งพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ เรื่องของสถาบันเราคิดว่าเรายืนเรื่องนี้แน่นมาตลอด โดยเฉพาะนายทักษิณถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งในปี พ.ศ. 2550 ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายทักษิณอยู่ต่างประเทศ ได้แนะนำผ่านทางคณะทำงานของท่าน ว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 อย่าแตะ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด จดมาถึงรัฐบาลนี้ นโยบายชัดเจนว่าเราแก้รัฐธรรมนูญ เราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เรายึดมั่นในจุดนี้ และแน่นอนที่สุดว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีเรื่องที่จะไปเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย” นายชูศักดิ์กล่าว
ลากยาวกฎหมายประชามติ
อีกเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญต่อการเมืองภาพใหญ่ เพราะส่งผลต่อการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อใด คือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ๊. ที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีการแก้ไขเพิ่มเติม และส่งกลับคืนมายังสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการแก้ไขเกณฑ์เสียงข้างมากเป็น 2 ชั้น (Double Majority)
ภายหลังที่ประชุมสภามีมติเสียงข้างมาก 348 ต่อ 0 ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าวที่วุฒิสภาแก้มา และงดออกเสียง 65 เสียง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 ระบุว่า ทั้ง สส. และ สว.จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน โดยให้มีสัดส่วนกรรมาธิการจำนวนเท่า ๆ กัน โดยฝั่ง สส.เป็นฝ่ายกำหนด จำนวนไว้ที่ 28 คน
แบ่งเป็น สส.จำนวน 14 คน มีรายชื่อดังนี้ พรรคประชาชน 4 คือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ นายปกป้อง จันวิทย์ จาก The 101 นายณัชปกร นามเมือง จากไอลอว์
พรรคเพื่อไทย 4 คน ประกอบด้วย ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (น.ส.จิราพร สินธุไพร)
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จำนวน 2 คน ได้แก่ 1.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และ 2.นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ นอกจากนี้ ยังมีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าที่ ร.ท.ยุทธการ รัตนมาศ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา
ขณะที่ 14 คน ของ สว.จะต้องได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์ถัดไป
จากนั้นให้คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้ง 2
ถ้าสภาทั้ง 2 ต่างเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดําเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมาย
แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ไม่ว่าอีกสภาหนึ่งจะได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วหรือไม่ ให้ “ยับยั้ง” ร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน 180 วัน แล้วสภาผู้แทนราษฎรจึงจะหยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 138
โดยสภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับที่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร หรือพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับที่คณะกรรมาธิการ 28 คนร่วมกันร่างขึ้นใหม่ได้
แต่ต้องมีเสียงเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่า “กึ่งหนึ่ง” ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา